ขนส่งสินค้าไปยุโรป ทางอากาศ vs ทางเรือ: เลือก Air Freight หรือ Sea Freight แบบไหนดี?
Key Takeaways: ขนส่งสินค้าไปยุโรปต้องรู้อะไรก่อน?
- ขนส่งสินค้าไปยุโรป ทางอากาศ เหมาะกับสินค้าที่เร่งด่วน มูลค่าสูง น้ำหนักไม่มาก หรือมีต้นทุนจากการรอสินค้าสูง เช่น อะไหล่ ตัวอย่างสินค้า และ Stock เร่งด่วน
- ขนส่งสินค้าไปยุโรป ทางเรือ เหมาะกับสินค้าหนัก ปริมาณมาก หลายพาเลท หรือหลาย CBM ที่สามารถวางแผน Lead Time ล่วงหน้าได้
- Air Freight ไม่ควรคิดจากน้ำหนักจริงเพียงอย่างเดียว เพราะอาจใช้น้ำหนักปริมาตรหรือ Volumetric Weight ในการกำหนด Chargeable Weight
- การเลือกวิธีขนส่งควรดู Total Landed Cost ร่วมกับ Transit Time, Inventory Cost, Customs, Destination Charges และ Final Delivery ไม่ใช่ดู Freight Rate เพียงรายการเดียว
ขนส่งสินค้าไปยุโรป ทางอากาศ คืออะไร?
การขนส่งสินค้าไปยุโรปทางอากาศ หรือ Air Freight คือการขนส่ง Commercial Cargo จากประเทศไทยไปยังสนามบินหรือปลายทางในยุโรปด้วยเครื่องบิน เหมาะกับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว มีมูลค่าสูง หรือมี Deadline โดยควรเปรียบเทียบ Chargeable Weight, Transit Time, Customs และ Door-to-Door Cost ก่อนจองบริการ
สำหรับธุรกิจ คำว่า “ส่งของทางเครื่องบิน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการส่งกล่องพัสดุแบบ Courier เท่านั้น แต่ยังครอบคลุม Commercial Cargo หลายกล่อง สินค้าบนพาเลท อะไหล่อุตสาหกรรม ตัวอย่างสินค้า เครื่องมือ และ Shipment ที่ต้องจัดการผ่านระบบ Air Cargo
Air Freight จึงอยู่ระหว่างโลกของ Express Parcel กับการขนส่ง Cargo ขนาดใหญ่ โดยให้ความเร็วสูง แต่มีโครงสร้างต้นทุนและการคำนวณน้ำหนักที่แตกต่างจาก Sea Freight อย่างชัดเจน
Air Freight เหมาะกับสินค้าประเภทไหน?
การขนส่งทางอากาศเหมาะกับสินค้าที่มูลค่าของ “เวลา” สูงกว่าความแตกต่างของค่าระวาง เช่น:
- อะไหล่และ Spare Parts ที่ Production Line กำลังรอ
- สินค้ามูลค่าสูง
- ตัวอย่างสินค้า
- สินค้า Fashion และ Seasonal Product
- สินค้าที่ต้องเติม Stock เร่งด่วน
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- เครื่องมือและอุปกรณ์ทางธุรกิจ
- สินค้าที่มี Deadline
- สินค้าที่ไวต่อ Lead Time
SCIC Group ระบุ Air Freight เป็นบริการที่เหมาะกับสินค้าเร่งด่วน สินค้ามูลค่าสูง และสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว โดยให้บริการผ่านเครือข่ายขนส่งระหว่างประเทศและสามารถเชื่อมต่อกับบริการ Customs และ Final Delivery ได้ตาม Scope ของ Shipment
ขนส่งสินค้าไปยุโรป ทางเรือ คืออะไร?
Sea Freight คือการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล เหมาะกับ Shipment ที่มีน้ำหนักหรือปริมาตรมาก และไม่จำเป็นต้องถึงปลายทางภายในระยะเวลาสั้น
ข้อได้เปรียบสำคัญคือเมื่อ Cargo มีปริมาณเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งต่อหน่วยมีแนวโน้มคุ้มกว่าการใช้ Air Freight
Sea Freight จึงเหมาะกับ:
- สินค้าหลายพาเลท
- Machinery และ Industrial Goods
- Furniture
- สินค้า Oversized
- สินค้า Stock ปริมาณมาก
- วัตถุดิบ
- สินค้าที่มีหลาย CBM
- Shipment ที่สามารถ Forecast ล่วงหน้าได้
Air Freight vs Sea Freight ไปยุโรป ต่างกันอย่างไร?
| หัวข้อ | Air Freight | Sea Freight |
|---|---|---|
| ความเร็ว | เร็ว | ช้ากว่า |
| ต้นทุน | สูงกว่าโดยทั่วไป | คุ้มกว่าเมื่อปริมาณมาก |
| เหมาะกับ | สินค้าเร่งด่วน มูลค่าสูง | ของหนัก ปริมาณมาก |
| วิธีคิดน้ำหนัก | Actual / Volumetric / Chargeable Weight | CBM, Weight, LCL หรือ FCL |
| ขนาดสินค้า | มีข้อจำกัดด้านพื้นที่มากกว่า | รองรับ Cargo ใหญ่ได้ดีกว่า |
| Inventory Planning | เหมาะกับงานเร่งด่วน | เหมาะกับ Stock ที่วางแผนล่วงหน้า |
| Carbon / Capacity Efficiency | ต่ำกว่าทางเรือเมื่อเทียบต่อปริมาณ Cargo | เหมาะกับการเคลื่อนย้ายปริมาณสูง |
Air Freight ไปยุโรปใช้เวลากี่วัน?
ระยะเวลาจริงของ Air Freight ขึ้นอยู่กับ Origin Airport, Destination Airport, Direct Flight หรือ Transshipment, Flight Schedule, Customs Clearance และ Final Delivery
หน้า Express ของ SCIC Group ระบุบริการ Air Freight ที่รวดเร็วประมาณ 3–5 วัน สำหรับบริการที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้ไม่ควรใช้เป็น Guarantee สำหรับ Cargo ทุกเส้นทางในยุโรป
Shipment บางงานอาจมี Flight Transit สั้น แต่ใช้เวลาเพิ่มที่:
- Export Customs
- Airport Handling
- Security Screening
- Import Customs
- Inspection
- Destination Trucking
ดังนั้น เวลาที่ควรถามจาก Forwarder คือ Estimated Door-to-Door Lead Time ไม่ใช่เฉพาะ Flight Time
Sea Freight ไปยุโรปใช้เวลานานแค่ไหน?
Sea Freight มี Lead Time ยาวกว่า Air Freight อย่างชัดเจน และขึ้นอยู่กับ Port Pair, Sailing Schedule, Transshipment, LCL Consolidation, Port Congestion และ Customs Clearance
หากเป็น LCL ยังต้องเผื่อเวลาในการ Consolidate และ Deconsolidate สินค้าก่อนและหลังเดินเรือ ขณะที่ FCL สามารถลดบางขั้นตอนของการรวมสินค้าได้ แต่ยังขึ้นอยู่กับ Schedule และ Port Operations
ดังนั้นธุรกิจควรขอ Estimated Port-to-Port และ Door-to-Door Transit Time สำหรับ Route จริงแทนการใช้ตัวเลขจากบทความทั่วไป
Courier กับ Air Freight เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกันทั้งหมด
Courier หรือ Express Parcel เหมาะกับพัสดุและกล่องขนาดไม่ใหญ่มาก มีระบบเครือข่าย Door to Door ที่ Standardised และมักเหมาะกับ Shipment จำนวนไม่มาก
Air Freight เหมาะกับ Commercial Cargo ที่ต้องการความยืดหยุ่นมากกว่า เช่น หลายกล่อง พาเลท หรือ Shipment ที่ต้องแยกจัดการ Pickup, Airport Handling, Customs และ Final Delivery ตามเงื่อนไขของงาน
เลือก Courier เมื่อ
- ส่งเพียงไม่กี่กล่อง
- ต้องการขั้นตอนง่าย
- Shipment ไม่ซับซ้อน
- ต้องการ Tracking แบบ Parcel
เลือก Air Freight เมื่อ
- เป็น Commercial Cargo
- มีหลายกล่องหรือพาเลท
- ต้องการออกแบบ Scope Logistics เอง
- ต้องการ Freight Forwarder ช่วยจัดการ Customs และปลายทาง
Air Freight คิดราคาอย่างไร?
ต้นทุน Air Freight ไม่ได้พิจารณาเพียงน้ำหนักที่ชั่งได้ เพราะเครื่องบินมีข้อจำกัดทั้งด้านน้ำหนักและพื้นที่
องค์ประกอบหลักที่ใช้ประเมินราคา ได้แก่:
- Actual Weight
- Volumetric Weight
- Chargeable Weight
- จำนวน Package
- ขนาดสินค้า
- Origin และ Destination Airport
- ประเภทสินค้า
- Airline และ Route
- Fuel / Security / Handling Charges
- Pickup และ Final Delivery
- Customs Clearance
Actual Weight, Volumetric Weight และ Chargeable Weight ต่างกันอย่างไร?
Actual Weight
คือน้ำหนักจริงที่ชั่งได้ เช่น Shipment มีน้ำหนักรวม 120 กิโลกรัม
Volumetric Weight
คือน้ำหนักที่สะท้อนพื้นที่ที่สินค้าใช้บนเครื่องบิน โดยคำนวณจากขนาด Package ตามสูตรของสายการบินหรือผู้ให้บริการ
Chargeable Weight
คือน้ำหนักที่ใช้คิด Freight จริง ซึ่งโดยหลักจะพิจารณาจากน้ำหนักจริงและน้ำหนักปริมาตรตามกฎของบริการ
ตัวอย่างเช่น สินค้าอาจหนักจริง 80 กิโลกรัม แต่เป็นกล่องขนาดใหญ่มากจนคำนวณ Volumetric Weight ได้ 130 กิโลกรัม Shipment นั้นสามารถถูกประเมิน Freight จากน้ำหนักที่สูงกว่าได้
ทำอย่างไรให้ Air Freight ถูกลง?
หนึ่งในวิธีลดต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ ลดปริมาตร Packaging
ตัวอย่างเช่น:
- เลือกกล่องให้พอดีกับสินค้า
- ลด Void Space
- ถอดชิ้นส่วนที่สามารถ Assemble ที่ปลายทางได้
- ใช้ Packaging ที่แข็งแรงแต่ไม่ใหญ่เกินไป
- รวม Shipment เพื่อเข้าระดับ Weight Break ที่เหมาะสม
- วางแผน Shipment ล่วงหน้าแทนการใช้ Priority Service ทุกครั้ง
สำหรับสินค้าที่มีปริมาตรสูงแต่มูลค่าต่อ CBM ต่ำ การเปลี่ยนไปใช้ Sea Freight อาจลดต้นทุนได้มากกว่าการพยายามลด Rate Air Freight เพียงเล็กน้อย
Sea Freight คิดราคาอย่างไร?
Sea Freight มีโครงสร้างราคาต่างจาก Air Freight โดยทั่วไปต้องพิจารณาว่า Shipment เป็น LCL หรือ FCL
LCL — Less than Container Load
ใช้พื้นที่ในตู้ร่วมกับ Cargo ของผู้ส่งรายอื่น เหมาะกับ Shipment ที่ยังไม่มากพอสำหรับใช้ Container ทั้งตู้
ต้นทุนสามารถประกอบด้วย:
- Ocean Freight
- CBM / Weight Charge
- Origin Handling
- Consolidation
- Documentation
- Destination Handling
- Deconsolidation
- Customs Clearance
- Delivery
FCL — Full Container Load
ใช้ตู้คอนเทนเนอร์สำหรับ Shipment เดียว เหมาะกับ Cargo ปริมาณมากหรือธุรกิจที่ต้องการควบคุมการบรรจุได้มากขึ้น
เมื่อปริมาณ LCL เพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง การเปรียบเทียบ FCL สามารถทำให้ Total Cost ต่ำกว่าการจ่าย LCL ต่อ CBM
Air Freight หรือ Sea Freight แบบไหนถูกกว่า?
สำหรับ Cargo หนักและปริมาณมาก Sea Freight โดยทั่วไปมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า Air Freight แต่คำตอบที่ถูกต้องต้องดู Total Landed Cost ของ Shipment จริง
เหตุผลคือค่า Freight เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด
| ต้นทุน | Air Freight | Sea Freight |
|---|---|---|
| International Freight | สูงกว่าโดยทั่วไป | ต่ำกว่าเมื่อ Volume สูง |
| Inventory Carrying Cost | ต่ำกว่าเพราะของถึงเร็ว | สูงขึ้นจาก Lead Time |
| Stock-out Risk | ต่ำกว่า | ต้อง Forecast ให้ดี |
| Handling | ขึ้นกับ Airport/Cargo | LCL อาจมีหลาย Handling Charge |
| Oversized Cargo | จำกัดและมีต้นทุนสูง | ได้เปรียบกว่า |
Total Landed Cost คืออะไร?
Total Landed Cost คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่สินค้าต้นทางจนพร้อมใช้งานหรือขายที่ปลายทาง
อาจประกอบด้วย:
- สินค้า
- Packaging
- Pickup
- Export Charges
- International Freight
- Insurance
- Customs Duty
- Import VAT
- Clearance
- Destination Handling
- Final Delivery
- Inventory Cost
การเลือก Freight Mode โดยดูเพียง International Freight จึงสามารถทำให้ตัดสินใจผิดได้
ตัวอย่าง: ทำไม Air Freight ที่แพงกว่าอาจคุ้มกว่า?
สมมติโรงงานในยุโรปกำลังรออะไหล่มูลค่า 100,000 บาท และหากอะไหล่ไม่ถึงภายในสัปดาห์ Production Line จะหยุดและสร้างความเสียหายวันละ 200,000 บาท
แม้ Air Freight จะมีราคาแพงกว่า Sea Freight หลายหมื่นบาท แต่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจน้อยกว่าความเสียหายจาก Downtime มาก
ในกรณีนี้ Air Freight คือทางเลือกที่มี Total Business Cost ต่ำกว่า
ตัวอย่าง: เมื่อไร Sea Freight คุ้มกว่า?
หากเป็น Furniture 15 CBM สำหรับ Stock ที่จะขายในอีก 2 เดือน และไม่มี Deadline เร่งด่วน การส่งทางอากาศอาจเพิ่ม Logistics Cost ต่อ Unit สูงเกินความจำเป็น
Sea Freight จึงเหมาะกว่าเพราะธุรกิจสามารถวาง Plan ล่วงหน้าและแลกเวลาเพื่อประหยัดต้นทุนการขนส่ง
Hybrid Logistics: ใช้ Air และ Sea ร่วมกันได้ไหม?
ได้ และเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับธุรกิจจำนวนมาก
ตัวอย่าง:
80–90% ของ Stock → Sea Freight
10–20% ของสินค้า Critical → Air Freight
หรือส่ง Stock หลักทางเรือ แล้วใช้ Air Freight เมื่อ Forecast ผิดหรือสินค้าใกล้หมด
วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยโดยยังรักษาความยืดหยุ่นของ Supply Chain
Air freight Thailand to UK ต่างจากส่งเข้า EU อย่างไร?
United Kingdom อยู่ในยุโรปทางภูมิศาสตร์ แต่ไม่ได้อยู่ใน EU Customs และ VAT framework แบบเดียวกับประเทศสมาชิก EU
ดังนั้น Air freight Thailand to UK ต้องใช้กฎ UK สำหรับ Customs และ VAT ขณะที่ Shipment ที่เข้าสู่ Germany, France, Netherlands หรือประเทศสมาชิก EU ต้องพิจารณากฎ EU และกฎเฉพาะของประเทศนำเข้า
ห้ามใช้ Tax Logic เดียวกันเพียงเพราะทั้งสองปลายทางอยู่ใน “ยุโรป”
Sea freight Thailand to UK ต่างจาก Sea Freight เข้า EU หรือไม่?
หลักการขนส่งทางทะเลคล้ายกัน แต่ Port, Customs Procedure, Importer Requirements, VAT และ Duty ต้องประเมินแยกตามประเทศ
สำหรับ UK ต้องดูว่าปลายทางอยู่ Great Britain หรือ Northern Ireland ด้วย ขณะที่ EU ต้องดูประเทศที่สินค้านำเข้าและถูก Release for Free Circulation
การ Import สินค้าเข้าสหภาพยุโรปโดยหลักต้องผ่าน Customs ก่อนเข้าสู่ตลาด EU และ Import VAT สามารถคำนวณจาก Customs Value รวมกับ Duties และค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น Transport และ Insurance ตามหลัก VAT ของ EU
เอกสารขนส่งสินค้าไปยุโรปต้องใช้อะไรบ้าง?
Commercial Cargo ต้องเตรียมข้อมูลและเอกสารให้สอดคล้องกับประเภทสินค้า ประเทศปลายทาง และ Incoterm
Commercial Invoice
ควรระบุ:
- ชื่อผู้ขายและผู้ซื้อ
- รายละเอียดสินค้า
- จำนวนสินค้า
- ราคาต่อหน่วย
- มูลค่ารวม
- Currency
- Country of Origin
- Incoterm หากเกี่ยวข้อง
Packing List
ควรแสดง:
- จำนวนกล่องหรือพาเลท
- น้ำหนักสุทธิ
- น้ำหนักรวม
- ขนาด Package
- Contents ของแต่ละ Package
HS Code
HS Code ใช้ระบุประเภทสินค้าในระบบศุลกากร และมีผลต่อ Customs Duty, Import Restrictions และเอกสารที่ต้องใช้
Air Waybill / Bill of Lading
Air Freight ใช้เอกสารขนส่งทางอากาศ ส่วน Sea Freight ใช้เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล เช่น Bill of Lading
Certificate และ Permit
สินค้าเฉพาะทาง เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พืช สารเคมี หรือ Dangerous Goods อาจต้องมีเอกสารเพิ่มเติม
สินค้าประเภทไหนควร Pre-check ก่อนจอง Freight?
- อาหาร
- สินค้าเนื้อสัตว์และนม
- ยา
- อาหารเสริม
- เครื่องสำอาง
- Perfume
- Aerosol
- Alcohol
- แบตเตอรี่ Lithium
- สารเคมี
- สินค้า Dangerous Goods
- พืชและเมล็ดพันธุ์
- สินค้า Animal Origin
- สินค้าที่มีแบรนด์หรือ Intellectual Property
สินค้ากลุ่มนี้อาจส่งได้ แต่ต้องตรวจ Transport Classification และ Import Requirement ก่อน ไม่ควรนำสินค้าเข้าคลังแล้วจึงตรวจภายหลัง
Door to Door Air Freight คืออะไร?
Door to Door Air Freight คือการจัดการ Shipment มากกว่าช่วง Airport-to-Airport โดยสามารถครอบคลุม:
Pickup → Export Customs → Airport Handling → Air Freight → Import Customs → Destination Handling → Final Delivery
ข้อดีคือผู้ส่งมีผู้ประสานงานหลักและเห็น Scope ของ Shipment ได้ชัดเจนขึ้น
Door to Door Sea Freight คืออะไร?
หลักการคล้ายกัน แต่ International Leg เปลี่ยนเป็น Ocean Freight และอาจมีขั้นตอน LCL Consolidation หรือ Container Handling เพิ่มขึ้น
สำหรับธุรกิจที่ไม่มีทีม Logistics ในยุโรป การใช้ Door to Door สามารถลดภาระในการหา Customs Broker, Trucking และ Destination Agent เอง
Incoterms มีผลต่อราคา Freight อย่างไร?
Incoterms กำหนดหน้าที่ ต้นทุน และความเสี่ยงระหว่าง Seller กับ Buyer ในแต่ละช่วงของ Transaction
ดังนั้น Quote ที่ระบุเพียง “Air Freight ราคา 50,000 บาท” ยังไม่เพียงพอหากไม่รู้ว่า Scope ครอบคลุมตั้งแต่จุดไหนถึงจุดไหน
ควรถามว่า Quote เป็น:
- Airport-to-Airport
- Door-to-Airport
- Airport-to-Door
- Door-to-Door
- Port-to-Port
- Door-to-Port
- Port-to-Door
Checklist ขอราคา Air Freight Thailand to Europe
- ประเทศและเมืองปลายทาง
- Destination Postcode
- ชื่อสินค้าอย่างละเอียด
- HS Code หากทราบ
- จำนวนกล่องหรือพาเลท
- น้ำหนักของแต่ละ Package
- กว้าง × ยาว × สูง
- Declared Value
- Country of Origin
- สินค้ามี Battery, Liquid, Chemical หรือ DG หรือไม่
- ต้องการ Door to Door หรือ Airport-to-Airport
- วันที่ Cargo Ready
- วันที่ต้องการให้สินค้าถึง
Checklist ขอราคา Sea Freight Thailand to Europe
- Origin Location
- Destination Port / Delivery Address
- LCL หรือ FCL
- จำนวน Package / Pallet
- Total Gross Weight
- Total CBM
- ประเภทสินค้า
- HS Code
- Container Type หากเป็น FCL
- Cargo Ready Date
- Incoterm
- ต้องการ Customs และ Delivery หรือไม่
ตัวอย่างข้อความขอ Air Freight Quote
ตัวอย่าง:
ต้องการส่ง Machine Parts จากกรุงเทพฯ ไป Frankfurt, Germany จำนวน 4 กล่อง น้ำหนักรวม 145 กก. ขนาดกล่องละ 60 × 50 × 45 ซม. มูลค่าสินค้า 180,000 บาท ต้องการ Door to Door สินค้าพร้อมรับวันที่ 10 กันยายน และต้องการถึงก่อนวันที่ 16 กันยายน กรุณาเสนอ Air Freight พร้อม Estimated Transit Time และรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด
เลือก Air Freight หรือ Sea Freight ด้วย Decision Framework ง่าย ๆ
| คำถาม | ถ้าคำตอบคือ “ใช่” |
|---|---|
| สินค้าต้องถึงภายในไม่กี่วัน? | พิจารณา Air Freight |
| Production Line กำลังรอ? | Air Freight มีโอกาสคุ้มกว่า |
| สินค้าเป็นพาเลทหรือหลาย CBM? | เปรียบเทียบ Sea Freight |
| สามารถ Forecast ได้หลายสัปดาห์? | Sea Freight เหมาะกว่า |
| สินค้ามูลค่าสูงแต่น้ำหนักไม่มาก? | Air Freight มักเหมาะ |
| Cargo ใหญ่หรือ Oversized? | Sea Freight มักได้เปรียบ |
SCIC Group ช่วยขนส่งสินค้าไปยุโรปอย่างไร?
SCIC Group ให้บริการ International Logistics ครอบคลุมทั้ง Air Freight และ Sea Freight รวมถึง Cargo, Customs Coordination และ Door-to-Door Solution ตามลักษณะ Shipment
สำหรับ Shipment ไป UK และยุโรป สามารถดู บริการขนส่งจากไทยไปอังกฤษและยุโรปของ SCIC Group และบริการพัสดุ Door to Door ได้ที่ Thailand to UK & Europe Door-to-Door Service
ขนส่งสินค้าไปยุโรป ทางอากาศหรือทางเรือดีกว่า?
เลือก Air Freight หากสินค้าต้องถึงเร็ว มีมูลค่าสูง หรือความเสียหายจากการรอสินค้ามีต้นทุนสูง ส่วน Sea Freight เหมาะกับสินค้าหนัก ปริมาณมาก และ Shipment ที่วางแผน Lead Time ได้ โดยควรตัดสินจาก Total Landed Cost ไม่ใช่ Freight Rate เพียงอย่างเดียว
ธุรกิจจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงวิธีเดียว แต่สามารถใช้ Sea Freight เป็น Base Logistics และ Air Freight สำหรับ Critical Cargo เพื่อรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนและความเร็ว
หากต้องการ Quote ให้เตรียม ชื่อสินค้า จำนวน Package น้ำหนัก ขนาด มูลค่า ประเทศปลายทาง Postcode และ Required Delivery Date แล้วให้ SCIC Group เปรียบเทียบ Air Freight, Sea Freight หรือ Door-to-Door Solution ที่เหมาะกับ Shipment จริง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Air Freight และ Sea Freight ไปยุโรป
1. ขนส่งสินค้าไปยุโรป ทางอากาศใช้เวลากี่วัน?
ตอบ: ระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง Route, Flight Schedule, Customs Clearance และ Final Delivery โดย SCIC Group ระบุบริการ Air Freight แบบรวดเร็วประมาณ 3–5 วันสำหรับบริการที่เกี่ยวข้อง แต่ควรขอ Estimated Door-to-Door Transit Time ของ Shipment จริงก่อนจอง
2. Air Freight หรือ Sea Freight ไปยุโรป แบบไหนถูกกว่า?
ตอบ: Sea Freight โดยทั่วไปคุ้มกว่าสำหรับสินค้าหนักและปริมาณมาก ส่วน Air Freight มีต้นทุนสูงกว่าแต่เหมาะกับงานเร่งด่วน ควรเปรียบเทียบ Total Landed Cost รวม Freight, Customs, Destination Charges, Inventory Cost และผลกระทบจาก Lead Time ไม่ใช่ดู Rate เพียงอย่างเดียว
3. Air Freight คิดราคาจากน้ำหนักจริงอย่างเดียวหรือไม่?
ตอบ: ไม่ใช่ เพราะ Air Freight อาจพิจารณาทั้ง Actual Weight และ Volumetric Weight เพื่อกำหนด Chargeable Weight หากสินค้ามีน้ำหนักเบาแต่กล่องใหญ่มาก ค่า Freight สามารถถูกคิดจากน้ำหนักปริมาตรที่สูงกว่าน้ำหนักจริงได้
4. Air freight Thailand to UK ใช้กฎภาษีเดียวกับ EU หรือไม่?
ตอบ: ไม่ใช้กฎเดียวกัน UK ไม่ได้อยู่ใน EU Customs และ VAT framework แล้ว ดังนั้น Shipment เข้าอังกฤษต้องตรวจ UK VAT และ Customs Rules แยกจาก Shipment ที่เข้า Germany, France, Netherlands หรือประเทศสมาชิก EU อื่น ๆ
5. ต้องเตรียมอะไรเพื่อขอราคา Air Freight หรือ Sea Freight ไปยุโรป?
ตอบ: ควรเตรียมชื่อสินค้า ประเทศและ Postcode ปลายทาง จำนวน Package น้ำหนัก ขนาด มูลค่าสินค้า HS Code หากมี และ Required Delivery Date สำหรับ Sea Freight ควรมี Total CBM และระบุ LCL/FCL ส่วน Air Freight ต้องแจ้ง Battery, Liquid, Chemical หรือ Dangerous Goods ตั้งแต่ก่อนขอราคา


