ส่งของไปยุโรป ราคาถูก ทำอย่างไร? วิธีลดค่าส่งโดยไม่เพิ่มความเสี่ยง
Key Takeaways: อยากส่งของไปยุโรป ราคาถูก ต้องดูอะไร?
- ส่งของไปยุโรป ราคาถูก ไม่ควรดูเฉพาะเรทบาทต่อกิโล แต่ต้องเปรียบเทียบ Total Cost ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้รับ รวม Freight, Customs, Tax และ Final Delivery
- หากไม่เร่งด่วน การเลือก Economy Service, Consolidation หรือ Sea Freight/LCL สามารถลดต้นทุนได้มากกว่าการใช้ Express ทุก Shipment
- พัสดุทางอากาศอาจคิดจาก Actual Weight หรือ Volumetric Weight ตามเงื่อนไขของบริการ การลดขนาดกล่องจึงช่วยลด Chargeable Weight ได้จริงในหลายกรณี
- Shipment หลายกล่องควรลองเปรียบเทียบราคาแบบ Consolidated Shipment เพราะการรวมสินค้าอาจทำให้เข้าสู่ Weight Break หรือ Freight Structure ที่คุ้มกว่า
ส่งของไปยุโรป ราคาถูกที่สุด ทำอย่างไร?
วิธีส่งของไปยุโรปให้ประหยัดที่สุดคือเลือกบริการให้เหมาะกับน้ำหนัก ปริมาตร และ Deadline ของ Shipment ลดขนาดบรรจุภัณฑ์ รวมสินค้าหลายกล่องเมื่อเหมาะสม และเปรียบเทียบ Air Freight, Economy Service กับ Sea Freight จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนถึงปลายทาง ไม่ใช่ดูเพียงราคาต่อกิโลกรัม
คำว่า “ถูกที่สุด” ใน International Shipping ไม่มีคำตอบเดียว เพราะพัสดุ 1 กิโลกรัม เสื้อผ้า 20 กิโลกรัม และ Commercial Cargo 5 CBM ใช้โครงสร้างการขนส่งที่แตกต่างกัน
วิธีที่ประหยัดสำหรับกล่องเล็ก อาจแพงมากเมื่อใช้กับสินค้า 300 กิโลกรัม ในทางกลับกัน Sea Freight ที่คุ้มสำหรับหลายพาเลทอาจไม่มีเหตุผลสำหรับพัสดุชิ้นเดียวที่ต้องถึงภายในไม่กี่วัน
อย่าเริ่มจากคำถามว่า “กิโลละเท่าไหร่?”
คำถามที่ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าคือ:
- สินค้าต้องถึงภายในกี่วัน?
- น้ำหนักจริงเท่าไร?
- กล่องใหญ่แค่ไหน?
- มีกี่กล่อง?
- สามารถรวม Shipment ได้หรือไม่?
- ต้องใช้ Air หรือสามารถรอ Sea Freight ได้?
- ราคานี้รวม Customs และภาษีปลายทางหรือยัง?
เพราะ Rate ที่ดูถูกมากในตอนแรกอาจเป็นเพียง Freight Charge และมี Destination Charges เพิ่มภายหลัง
7 วิธีลดค่าส่งของไปยุโรปอย่างถูกต้อง
1. เลือก Speed ให้ตรงกับความจำเป็น
หากสินค้าไม่ได้เร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องเลือก Express หรือ Priority Service ทุกครั้ง
การเปลี่ยนจาก Express เป็น Economy หรือ Standard Air Service สามารถลดต้นทุนได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี Deadline ตายตัว
2. ลดขนาดกล่อง
กล่องใหญ่แต่เบาเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าส่งทางอากาศสูง เพราะ Carrier สามารถใช้ Volumetric Weight เพื่อคำนวณ Chargeable Weight
ดังนั้นควร:
- เลือกกล่องให้พอดีกับสินค้า
- ลด Void Space
- ถอด Packaging ที่ไม่จำเป็น
- ใช้วัสดุกันกระแทกเท่าที่จำเป็น
- จัดสินค้าให้ใช้พื้นที่แน่นขึ้นโดยไม่กระทบความปลอดภัย
3. รวม Shipment หลายกล่อง
หากธุรกิจส่งสินค้าเป็นประจำ การรวม Order หลายรายการเข้ารอบเดียวสามารถช่วยลด Handling Cost และอาจเข้าสู่ Weight Break ที่ดีกว่า
4. เปรียบเทียบ Air กับ Sea Freight
เมื่อ Shipment เริ่มมีน้ำหนักหรือ Volume สูง อย่ายึดติดกับ Parcel Rate
ควรให้ Forwarder เปรียบเทียบ:
- Air Parcel
- Air Freight
- Sea Freight LCL
- Sea Freight FCL หาก Volume สูง
5. เลือก LCL หากสินค้าไม่เต็มตู้
LCL หรือ Less than Container Load ช่วยให้ธุรกิจใช้พื้นที่ Container ร่วมกับ Shipment อื่น จึงไม่ต้องจ่ายค่าตู้เต็มใบหากสินค้าไม่มากพอ
6. วางแผน Stock ล่วงหน้า
ธุรกิจที่ Forecast ได้สามารถใช้ Sea Freight เป็น Base Logistics แล้วใช้ Air Freight เฉพาะสินค้าที่ Critical หรือ Stock ใกล้หมด
7. เปรียบเทียบ All-in Cost
ราคาที่ควรนำมาเปรียบเทียบคือ:
Pickup + Freight + Customs + Tax + Destination Handling + Final Delivery
ไม่ใช่ Freight Rate เพียงรายการเดียว
เปรียบเทียบวิธีส่งของไปยุโรปแบบประหยัด
| วิธีส่ง | เหมาะกับ | ความเร็ว | จุดเด่นด้านต้นทุน |
|---|---|---|---|
| Economy Parcel | พัสดุขนาดเล็ก ไม่เร่งด่วน | ช้ากว่า Express | ลด Premium ด้านความเร็ว |
| Door to Door Air | พัสดุทั่วไป ร้านออนไลน์ | เร็ว | ประเมิน Total Cost ง่ายหากเป็น All-in |
| Air Freight | Commercial Cargo | เร็ว | เหมาะเมื่อ Volume ยังไม่สูงมากและสินค้าต้องถึงเร็ว |
| Sea Freight LCL | ของหนัก หลายกล่อง หลาย CBM | ช้า | ไม่ต้องใช้ Container เต็มตู้ |
| Sea Freight FCL | สินค้า Volume สูง | ช้า | ต้นทุนต่อหน่วยลดลงเมื่อใช้ Container ได้คุ้ม |
Air Freight หรือ Sea Freight แบบไหนถูกกว่า?
Sea Freight โดยทั่วไปคุ้มกว่าสำหรับสินค้าหนักหรือ Volume สูง ส่วน Air Freight เหมาะกับสินค้าเร่งด่วน มูลค่าสูง หรือ Shipment ที่ต้นทุนจากการรอสินค้าสูงกว่าค่าขนส่ง
SCIC Group ระบุ Air Freight สำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว และ Sea Freight สำหรับสินค้าปริมาณมากหรือ Oversized Goods
ดังนั้นคำว่า “ทางเรือถูกกว่า” ควรใช้กับบริบทของ Shipment ไม่ใช่เป็นกฎตายตัวสำหรับพัสดุทุกขนาด
ทำไมของเบาแต่กล่องใหญ่ถึงแพง?
เพราะพื้นที่บนเครื่องบินเป็นทรัพยากรที่มีต้นทุน
ตัวอย่างเช่น กล่องหนึ่งหนักจริงเพียง 8 กิโลกรัม แต่มีขนาดใหญ่มาก อาจถูกคำนวณ Volumetric Weight สูงกว่าน้ำหนักจริงตามสูตรของ Carrier
นี่คือเหตุผลที่การแพ็กสินค้าให้กระชับสามารถลดค่า Freight ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยน Carrier
Volumetric Weight คืออะไร และลดได้อย่างไร?
Volumetric Weight คือการแปลงขนาดของ Package ให้เป็นน้ำหนักสำหรับการคิดค่าขนส่ง โดยสูตรและตัวหารอาจแตกต่างกันตาม Carrier และ Service
จึงไม่ควรใช้สูตร “กว้าง × ยาว × สูง ÷ 5000” เป็นกฎตายตัวสำหรับทุกบริการ
ตัวอย่างการลดต้นทุน
สมมติสินค้าหนักจริง 10 กิโลกรัม แต่ Pack ในกล่องขนาดใหญ่มากจนมี Chargeable Weight 18 กิโลกรัม
หากเปลี่ยน Packaging ให้กระชับจน Volume Weight ลดเหลือ 12 กิโลกรัม ค่า Freight สามารถลดลงได้โดยที่สินค้าและเส้นทางยังเหมือนเดิม
ลดขนาดกล่องอย่างไรไม่ให้สินค้าเสียหาย?
- เลือก Packaging ตามความเปราะบางของสินค้า
- ลด Void Space ที่ไม่จำเป็น
- ใช้ Bubble / Foam เท่าที่จำเป็น
- สำหรับเสื้อผ้าอาจใช้ Compression ตามความเหมาะสม
- สำหรับสินค้า Fragile อย่าลด Packaging จนกระทบ Protection
เป้าหมายคือ ลด Volume ที่สูญเปล่า ไม่ใช่ลดความปลอดภัยของสินค้า
รวมของหลายกล่องช่วยประหยัดได้จริงหรือไม่?
ในหลายกรณีช่วยได้ เพราะผู้ให้บริการขนส่งอาจมี Weight Break หรือ Rate Structure ที่ดีขึ้นเมื่อ Shipment มีน้ำหนักรวมสูงขึ้น
นอกจากนี้ Consolidation ยังช่วยลด:
- จำนวน Pickup
- Documentation ซ้ำ
- Handling บางประเภท
- ค่าใช้จ่ายต่อ Consignment
แต่ต้องตรวจ Customs Value และข้อกำหนดของสินค้า เพราะการรวม Shipment สามารถเปลี่ยนมูลค่ารวมของ Consignment และ Tax Treatment ได้
ส่งของไปยุโรปทีละน้อยหรือรอรวมรอบ แบบไหนคุ้มกว่า?
ขึ้นอยู่กับ Business Model
ควรรอรวมรอบ หาก
- สินค้าไม่เร่งด่วน
- ลูกค้ายอมรับ Lead Time ได้
- มี Shipment เกิดขึ้นเป็นประจำ
- สินค้าสามารถเก็บรอได้
- ต้องการลด Cost per Order
ไม่ควรรอ หาก
- สินค้า Critical
- ลูกค้ามี Deadline
- เสี่ยง Stock-out
- มูลค่าการขายที่เสียไปสูงกว่าค่าส่งเพิ่ม
LCL ช่วยลดต้นทุนของหนักได้อย่างไร?
LCL เหมาะกับ Shipment ที่มีหลาย CBM แต่ยังไม่เต็ม Container
แทนที่จะเช่า Container ทั้งตู้ ผู้ส่งใช้พื้นที่ร่วมกับ Cargo ของรายอื่นและจ่ายตามโครงสร้าง Volume/Weight ของงาน
อย่างไรก็ตาม LCL มี Destination Handling และ Deconsolidation Charges ที่ต้องนำมารวมด้วย
ดังนั้นอย่าดูเพียง Ocean Freight ต่อ CBM
เมื่อไร FCL อาจถูกกว่า LCL?
เมื่อ Volume เพิ่มขึ้นมากพอ Total LCL Charges อาจเข้าใกล้หรือสูงกว่า FCL
ธุรกิจจึงควรขอ Quote ทั้งสองแบบเมื่อ:
- มีหลายพาเลท
- Shipment มี CBM สูง
- มี Cargo ต่อเนื่อง
- ต้องการควบคุม Loading มากขึ้น
ภาษีทำให้ค่าส่งแพงขึ้นอย่างไร?
สิ่งสำคัญคือต้องแยกคำว่า ค่าขนส่ง ออกจาก Total Import Cost
สินค้าเข้าแต่ละประเทศยุโรปอาจมี:
- Import VAT
- Customs Duty
- Customs Clearance
- Brokerage / Handling
- Final Delivery Charge
และ UK ต้องแยกออกจาก EU เพราะใช้ระบบ Customs/VAT ของตนเอง
ส่งอังกฤษต่ำกว่า £135 ไม่ได้แปลว่าปลอดภาษีทั้งหมด
สำหรับ Great Britain กฎปัจจุบันระบุว่า VAT เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ส่งจากต่างประเทศ และสินค้าที่ผู้ซื้อซื้อเองมูลค่าไม่เกิน £135 โดยทั่วไปผู้ขายจะรวม VAT ตามกฎที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ non-excise goods มูลค่าไม่เกิน £135 โดยทั่วไปไม่มี Customs Duty
ดังนั้นไม่ควรใช้ประโยคว่า “ต่ำกว่า £135 ไม่เสียภาษี” เพื่อคำนวณ Total Cost
ทำไมราคาที่รวมภาษีอาจคุ้มกว่าราคาที่ดูถูกกว่า?
ตัวอย่าง:
Quote A: Freight 7,000 บาท แต่ไม่รวม Destination Tax/Clearance
Quote B: 8,500 บาท และเป็น All-in ตาม Scope ที่ระบุ
หากปลายทางของ Quote A มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 3,000 บาท Total Cost จะกลายเป็น 10,000 บาท
ดังนั้น Quote B ซึ่งดูแพงกว่าในตอนแรกกลับถูกกว่าเมื่อวัดถึงหน้าบ้าน
SCIC Group มีบริการรวมภาษีหรือไม่?
หน้า Thailand to UK & Europe ของ SCIC Group ปัจจุบันระบุบริการ Door to Door และราคาครอบคลุมภาษีประเทศปลายทางตามเงื่อนไขบริการ
ดูรายละเอียดได้ที่ บริการส่งพัสดุจากไทยไปอังกฤษและยุโรป SCIC Group
ของอะไรไม่ควรเลือกบริการจากราคาอย่างเดียว?
- อาหาร
- เครื่องสำอาง
- ยาและอาหารเสริม
- แบตเตอรี่
- Perfume
- Aerosol
- Alcohol
- ของเหลว
- สารเคมี
- สินค้า Dangerous Goods
- สินค้าจากสัตว์หรือพืช
สินค้าเหล่านี้ต้องตรวจ Acceptance และ Import Requirement ก่อน หากเลือก Carrier จากราคาถูกแต่สินค้าไม่ผ่านเงื่อนไข อาจเสียทั้ง Return Charge, Storage และเวลา
Declared Value ต่ำกว่าความจริงช่วยประหยัดหรือไม่?
ไม่ควรทำ
การแจ้งมูลค่าต่ำกว่าความจริงสามารถนำไปสู่:
- Customs Hold
- การขอ Invoice เพิ่ม
- การประเมินราคาใหม่
- Shipment ล่าช้า
- ปัญหาด้าน Claim หรือ Insurance
วิธีลดต้นทุนที่ถูกต้องคือปรับ Logistics Structure ไม่ใช่ลด Declared Value แบบไม่ตรงกับความจริง
ธุรกิจออนไลน์ควรลดค่าส่งไปยุโรปอย่างไร?
E-commerce ควรมอง Logistics เป็นระบบ ไม่ใช่แก้ Cost ทีละ Order
ตั้ง Weight Tier
วิเคราะห์ Order จริงว่าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0–1 กก., 1–3 กก., 3–5 กก. หรือมากกว่านั้น เพื่อเลือก Service ที่เหมาะกับแต่ละ Tier
ออกแบบ Packaging มาตรฐาน
สร้างกล่องมาตรฐาน 2–4 ขนาดแทนการใช้กล่องใหญ่แบบเดียวกับทุก Order ช่วยควบคุม Volumetric Weight ได้ดีขึ้น
รวม Order เป็น Dispatch Cycle
หาก Customer Promise รองรับ อาจรวม Shipment เป็นรอบวันหรือรอบสัปดาห์เพื่อลด Cost per Shipment
แยก Express กับ Economy
ไม่จำเป็นต้องให้ลูกค้าทุกคนใช้ Express
สามารถมี:
- Economy
- Standard
- Express
แล้วให้ลูกค้าเลือกจาก Price vs Speed
SME ควรลด Freight Cost อย่างไร?
- Forecast Shipment รายเดือน
- รวม Purchase Order
- เปรียบเทียบ Air vs LCL
- ลด Packaging Volume
- กำหนด Shipping Calendar
- ใช้ Express เฉพาะ Critical Cargo
- ตรวจ Incoterm ก่อนสั่งซื้อ/ขาย
ธุรกิจขนาดใหญ่ควรใช้ Hybrid Logistics
หนึ่งในวิธีควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพคือแบ่งสินค้าเป็น:
Base Stock → Sea Freight
Urgent Replenishment → Air Freight
แทนที่จะส่งทุกอย่างทาง Air หรือทุกอย่างทาง Sea
วิธีนี้ช่วยลด Average Freight Cost ขณะยังรักษาความสามารถในการตอบสนองเมื่อ Demand เปลี่ยน
ตัวอย่าง Cost Optimization สำหรับธุรกิจ
สมมติบริษัทส่งสินค้า 500 กิโลกรัมต่อเดือนจากไทยไปยุโรป
เดิมแบ่งส่ง Air 10 ครั้ง ครั้งละ 50 กิโลกรัม
ทางเลือกใหม่อาจเป็น:
- รวม Shipment เป็น 2–4 รอบต่อเดือน
- ลด Packaging Volume
- ส่ง Stock หลักทาง Sea Freight
- ใช้ Air เฉพาะ 10–20% ที่เร่งด่วน
การลดต้นทุนจึงเกิดจากการออกแบบ Supply Chain ไม่ใช่เพียงต่อรองราคาต่อกิโล
Checklist ขอเรทส่งของไปยุโรปให้แม่น
- ประเทศปลายทาง
- เมืองและ Postcode
- ชื่อสินค้า
- จำนวนชิ้น
- จำนวนกล่องหรือพาเลท
- น้ำหนักจริงต่อ Package
- กว้าง × ยาว × สูง
- Total CBM หากเป็น Cargo
- มูลค่าสินค้า
- HS Code หากทราบ
- สินค้าเป็นอาหาร ของเหลว Battery หรือ DG หรือไม่
- Cargo Ready Date
- Required Delivery Date
- ต้องการ Door to Door หรือ Freight Only
ตัวอย่างข้อความขอราคาที่ช่วยให้ได้ Quote แม่นกว่า
ตัวอย่าง:
ต้องการส่งเสื้อผ้าจากกรุงเทพฯ ไป Berlin, Germany จำนวน 4 กล่อง กล่องละ 15 กก. ขนาด 55 × 45 × 40 ซม. มูลค่ารวม 35,000 บาท ไม่เร่งด่วน สามารถรอได้ประมาณ 1–2 สัปดาห์ ต้องการเปรียบเทียบ Standard Air กับ Economy Service แบบ Door to Door พร้อมแจ้งว่าราคารวมภาษีและค่าใช้จ่ายปลายทางหรือไม่
ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้ Forwarder ลดต้นทุนได้มากกว่าการถามเพียง “เยอรมนีกิโลละเท่าไหร่?”
เปรียบเทียบ Quote อย่างไรให้รู้ว่าอันไหนถูกจริง?
| ต้องเปรียบเทียบ | เหตุผล |
|---|---|
| Chargeable Weight | แต่ละบริการอาจคิด Volume ต่างกัน |
| Pickup | บาง Rate ไม่รวมต้นทาง |
| Freight | เป็นเพียงหนึ่งส่วนของต้นทุน |
| Tax / Duty | มีผลต่อ Total Cost |
| Clearance | อาจคิดแยก |
| Destination Charges | ทำให้ Quote ถูกกลายเป็นแพงได้ |
| Final Delivery | ตรวจว่า Door to Door จริงหรือไม่ |
| Transit Time | ราคาถูกกว่าอาจแลกด้วยเวลาที่เพิ่ม |
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ค่าส่งแพงโดยไม่จำเป็น
- ใช้กล่องใหญ่เกินสินค้า
- ส่งทุก Order แบบ Express
- ไม่ Consolidate Shipment
- ไม่เปรียบเทียบ Sea Freight เมื่อ Volume สูง
- ดู Freight Rate แต่ไม่ดู Destination Charge
- ข้อมูลสินค้าไม่ครบจนต้องแก้เอกสาร
- นำ Restricted Goods เข้าคลังโดยไม่ตรวจสอบ
- แจ้ง Postcode หลัง Quote เสร็จแล้ว
SCIC Group ช่วยลดต้นทุนส่งของไปยุโรปได้อย่างไร?
SCIC Group ให้บริการ International Logistics ทั้งพัสดุ Door to Door, Air Freight และ Sea Freight ทำให้สามารถเลือกวิธีขนส่งตามน้ำหนัก ปริมาตร และ Deadline ของ Shipment แทนการใช้บริการแบบเดียวกับทุกงาน
สำหรับพัสดุสามารถดู บริการส่งพัสดุจากไทยไปอังกฤษและยุโรป Door to Door
สำหรับ Cargo ปริมาณมากสามารถดู บริการ Air Freight และ Sea Freight ไทยไปอังกฤษและยุโรป
สรุป: ส่งของไปยุโรป ราคาถูก ต้องลดตรงไหน?
การส่งของไปยุโรปให้ถูกที่สุดอย่างยั่งยืนควรลดต้นทุนจากโครงสร้าง Logistics ไม่ใช่เพียงหาราคาต่อกิโลที่ต่ำที่สุด โดยให้เลือก Speed ที่จำเป็น ลด Volumetric Weight รวม Shipment ใช้ Sea Freight/LCL เมื่อเหมาะ และเปรียบเทียบ Total Door-to-Door Cost ก่อนตัดสินใจ
สำหรับบุคคลทั่วไป ควรให้ความสำคัญกับขนาดกล่องและ Scope ของราคา สำหรับร้านออนไลน์ควรออกแบบ Packaging และ Dispatch Cycle ส่วนธุรกิจที่มี Cargo ต่อเนื่องควรใช้ Air และ Sea Freight ร่วมกันตามระดับความเร่งด่วน
หากต้องการหา เรทส่งของไปยุโรป ที่ตรงกับ Shipment จริง ให้เตรียมน้ำหนัก ขนาด จำนวน Package มูลค่า ประเทศและ Postcode ปลายทาง แล้วส่งข้อมูลให้ SCIC Group เปรียบเทียบทางเลือกก่อน Booking
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งของไปยุโรปราคาถูก
1. ส่งของไปยุโรปแบบไหนราคาถูกที่สุด?
ตอบ: ไม่มีบริการเดียวที่ถูกที่สุดสำหรับทุก Shipment ของเล็กที่ไม่เร่งด่วนอาจเหมาะกับ Economy Service ส่วนของหนักหรือหลาย CBM ควรเปรียบเทียบ Sea Freight/LCL กับ Air Freight โดยดู Total Door-to-Door Cost รวมภาษีและค่าใช้จ่ายปลายทางก่อนตัดสินใจ
2. ลดขนาดกล่องช่วยลดค่าส่งไปยุโรปได้จริงไหม?
ตอบ: ได้ในหลายบริการทางอากาศ เพราะ Chargeable Weight อาจอิง Volumetric Weight หากกล่องใหญ่เมื่อเทียบกับน้ำหนักจริง การลดพื้นที่ว่างและใช้กล่องที่เหมาะกับสินค้าอาจช่วยลดน้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่งได้
3. ส่งหลายกล่องพร้อมกันถูกกว่าส่งแยกหรือไม่?
ตอบ: มีโอกาสคุ้มกว่า เพราะการ Consolidate Shipment อาจลด Handling ซ้ำและเข้าสู่ Weight Break ที่ดีกว่า อย่างไรก็ตามควรตรวจ Total Consignment Value, Customs และเงื่อนไขของสินค้าแต่ละประเภทก่อนรวม Shipment
4. Air Freight หรือ Sea Freight ไปยุโรปแบบไหนประหยัดกว่า?
ตอบ: Sea Freight โดยทั่วไปประหยัดกว่าสำหรับของหนักและปริมาณมาก ส่วน Air Freight เหมาะกับสินค้าเร่งด่วนหรือสินค้าที่ต้นทุนจากการรอสูง ควรเปรียบเทียบ Total Landed Cost ไม่ใช่ Freight Rate อย่างเดียว
5. ต้องเตรียมอะไรเพื่อขอเรทส่งของไปยุโรปให้แม่น?
ตอบ: เตรียมประเทศและ Postcode ปลายทาง ชื่อสินค้า จำนวนกล่อง น้ำหนักจริง ขนาดกว้าง × ยาว × สูง มูลค่า และ Required Delivery Date หากเป็น Cargo ควรมี Total CBM และแจ้ง Battery, Liquid, Chemical หรือ Dangerous Goods ก่อนขอ Quote


