ค่าขนส่งจีนไทยกิโลละเท่าไหร่? | คู่มือฉบับสมบูรณ์ในการเทียบเรทราคาและการคำนวณต้นทุนที่แม่นยำที่สุด

ค่าขนส่งจีนไทยกิโลละเท่าไหร่

Key Takeaways: สรุปประเด็นสำคัญ

 
  • ความหลากหลายของสินค้า: บริการครอบคลุมกลุ่มสินค้าศักยภาพสูงจากอินเดีย อาทิ เวชภัณฑ์สมุนไพร, เครื่องสำอางออร์แกนิก, ชาชั้นดี และสินค้าแฟชั่นสิ่งทอพื้นเมือง

  • แบรนด์ยอดนิยม: รองรับการจัดหาสินค้าแบรนด์ดังที่เป็นที่ต้องการของตลาดไทย เช่น Himalaya, Boroline, Taj Mahal Tea และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยาแผนโบราณ

  • โซลูชันครบวงจร: ให้บริการตั้งแต่การประสานงานสั่งซื้อ (Sourcing) ไปจนถึงกระบวนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Logistics) เพื่อลดความซับซ้อนในการนำเข้าของผู้ประกอบการ

บริการจัดหาและนำเข้าสินค้าจากอินเดีย (Sourcing & Shipping)

 

บริการรับหิ้วและนำเข้าสินค้าจากอินเดีย ครอบคลุมการจัดหากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยม ได้แก่ เครื่องสำอางสมุนไพร (Himalaya), เวชภัณฑ์ดูแลสุขภาพ (Pudin Hara), อาหารและชาอินเดีย (Taj Mahal), รวมถึงสินค้าแฟชั่นและสิ่งทอ (ผ้าพัชมีนา) โดยมีกระบวนการจัดหาและขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์ที่ได้มาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ธุรกิจและบุคคลทั่วไปที่ต้องการสินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง

ในยุคที่อีคอมเมิร์ซและการค้าข้ามพรมแดนเติบโตอย่างก้าวกระโดด การ ส่งของจากจีน กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นแม่ค้าออนไลน์รายย่อยหรือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หัวใจสำคัญที่ตัดสินว่าธุรกิจของคุณจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ไม่ได้อยู่ที่ราคาสินค้าต้นทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์

คำถามที่พบบ่อยที่สุดและสำคัญที่สุดคือ “ค่าขนส่งจีนไทยกิโลละเท่าไหร่?” คำตอบของคำถามนี้มีความซับซ้อนมากกว่าแค่ตัวเลขตัวเดียว เพราะในโลกของขนส่งสากล อัตราค่าบริการถูกกำหนดด้วยปัจจัยหลายมิติ ทั้งน้ำหนักจริง (Actual Weight), น้ำหนักเชิงปริมาตร (Volumetric Weight หรือ CBM), ประเภทสินค้า, และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นๆ หากคุณคำนวณต้นทุนผิดพลาดแม้เพียง 5-10 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อคูณด้วยจำนวนสินค้าหลักพันชิ้น กำไรที่ควรจะได้อาจกลายเป็นขาดทุนในทันที

บทความความยาวกว่า 1,400 คำนี้ จัดทำขึ้นโดย SCIC Group ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่มีประสบการณ์ยาวนาน เราจะพาคุณไปเจาะลึกทุกซอกทุกมุมของระบบการคิดเงิน ตั้งแต่พื้นฐานการคำนวณ CBM ไปจนถึงกลยุทธ์การลดต้นทุนระดับสูง เพื่อให้คุณสามารถวางแผนนำเข้าสินค้าได้อย่างมืออาชีพและคุมกำไรได้อย่างอยู่หมัด

ตารางสรุปสินค้ายอดนิยมจากอินเดีย (Popular Indian Products)

เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมของสินค้าที่มีศักยภาพในการทำตลาด ทาง SCIC Group ได้รวบรวมรายการสินค้าและแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการนำเข้า ดังนี้:

หมวดหมู่สินค้า (Category)แบรนด์/สินค้าแนะนำ (Top Brands & Items)จุดเด่นผลิตภัณฑ์ (Highlights)
เครื่องสำอางและบำรุงผิวHimalaya Herbals, ครีม Boroline, น้ำกุหลาบสกัด, น้ำมันหอมระเหยเน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ, ออร์แกนิก และสมุนไพรท้องถิ่น
เวชภัณฑ์และสมุนไพรยาลดกรด Pudin Hara, น้ำมันกระเทียม Garlic Pearls, ครีมกันยุง Odomosผลิตภัณฑ์ Homeopathy และภูมิปัญญาอายุรเวทที่มีชื่อเสียง
อาหารและเครื่องดื่มชา Taj Mahal, ขนม Haldiram’s, คุ้กกี้ Dark Fantasyรสชาติเป็นเอกลักษณ์ วัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งกำเนิด
แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ผ้าพัชมีนา (Pashmina), ชุดส่าหรี, เครื่องประดับ, กางเกงผ้าฝ้ายงานฝีมือประณีต เอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปะอินเดีย

1. พื้นฐานการคำนวณ: “ค่าขนส่งจีนไทยกิโลละ” หรือ “ต่อคิว (CBM)”?

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดของผู้ประการรายใหม่ คือการคิดว่าค่าขนส่งจะวัดจากเครื่องชั่งน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง บริษัทขนส่งจะใช้ระบบที่เรียกว่า “Chargable Weight” หรือน้ำหนักที่ใช้คิดเงิน ซึ่งจะเลือกจากค่าที่สูงกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับปริมาตร

1.1 การคำนวณจากน้ำหนักจริง (Actual Weight – KG)

  • นิยาม: คือน้ำหนักสุทธิของสินค้าเมื่อวางลงบนเครื่องชั่ง รวมหีบห่อและพาเลท (ถ้ามี)
  • เรทราคา: มักถูกนำมาใช้เมื่อสินค้ามีลักษณะ “หนักแต่เล็ก” โดยผู้ให้บริการจะกำหนด ค่าขนส่งจีนไทยกิโลละ เป็นเรทขั้นบันได เช่น 1-10 กก. ราคาหนึ่ง, 100 กก. ขึ้นไปราคาจะถูกลง
  • ตัวอย่างสินค้า: อะไหล่เครื่องจักรที่เป็นเหล็ก, น็อต, สกรู, แบตเตอรี่สำรอง, หรือสินค้าของเหลวที่มีความหนาแน่นสูง

1.2 การคำนวณจากปริมาตร (Volumetric Weight – CBM)

  • นิยาม: CBM ย่อมาจาก Cubic Meter หรือ ลูกบาศก์เมตร คือหน่วยวัดพื้นที่ที่สินค้ากินเนื้อที่ในตู้คอนเทนเนอร์หรือเครื่องบิน
  • สูตรคำนวณ CBM:
    $$CBM = \text{กว้าง (เมตร)} \times \text{ยาว (เมตร)} \times \text{สูง (เมตร)}$$
  • ทำไมต้องคิด CBM?: สมมติคุณขนส่ง “ตุ๊กตาหมี” 1,000 ตัว ซึ่งมีน้ำหนักเบามากแต่กินพื้นที่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ หากบริษัทขนส่งคิดเงินตามน้ำหนักจริง (KG) เขาจะขาดทุนทันทีเพราะพื้นที่ในรถหรือเรือถูกใช้ไปจนหมดแต่ได้เงินเพียงน้อยนิด ดังนั้นสินค้าประเภทนี้จึงต้องคิดราคาตามพื้นที่ (CBM)
  • สินค้าที่มักคิดเรทนี้: เฟอร์นิเจอร์, หมอน, เสื้อผ้าแฟชั่นที่ฟูพอง, หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกเปล่า

1.3 หลักการเลือกเรทที่คุ้มค่าที่สุด

โดยปกติชิปปิ้งจะคำนวณให้ทั้งสองแบบ หากสินค้า 1 CBM ของคุณมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด (เช่น 1 CBM < 200 KG) เขาจะคิดเงินคุณเป็นราย CBM แต่ถ้าสินค้านั้นหนักกว่าเกณฑ์ เขาจะสลับมาคิดเป็นราย KG แทน การเข้าใจจุดเปลี่ยน (Break-even Point) ระหว่าง KG และ CBM จะช่วยให้คุณประเมินต้นทุนได้แม่นยำขึ้นตั้งแต่ตอนคุยกับซัพพลายเออร์

2. เปรียบเทียบ “ค่าขนส่งจีนมาไทย” ตามช่องทางการขนส่งหลัก

ช่องทางการขนส่งเป็นตัวกำหนดทั้ง “เวลา” และ “ต้นทุน” โดยแต่ละทางมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนี้:

2.1 เรทขนส่งทางบก (Land Freight / Truck) – สมดุลที่สุด

นี่คือวิธีที่นิยมที่สุดสำหรับแม่ค้าออนไลน์และ SME ในไทย เนื่องจากการขนส่งผ่านเส้นทาง R3A หรือเส้นทางผ่านลาว/เวียดนาม มีความรวดเร็วและราคาเข้าถึงง่าย

  • ระยะเวลา: ประมาณ 5-10 วัน (ขึ้นอยู่กับด่านศุลกากร)
  • เรทราคา: มักเป็นเรท All-in ที่รวมภาษีแล้ว ทำให้คำนวณต้นทุนขายได้ง่าย
  • เหมาะสำหรับ: สินค้าแฟชั่น, อุปกรณ์ไอที, สินค้าตามกระแสที่ต้องการความไวแต่สู้ค่าเครื่องบินไม่ไหว

ประเภทสินค้า

เรทราคาต่อ KG (โดยประมาณ)

เรทราคาต่อ CBM (โดยประมาณ)

สินค้าทั่วไป (เสื้อผ้า/ของใช้)

25 – 45 บาท

4,500 – 7,500 บาท

สินค้าพิเศษ (มียี่ห้อ/ลิขสิทธิ์)

45 – 80 บาท

8,000 – 12,000 บาท

2.2 เรทขนส่งทางเรือ (Sea Freight) – ประหยัดที่สุดสำหรับงานใหญ่

เหมาะสำหรับการนำเข้าสินค้าเพื่อผลิตในโรงงาน หรือสินค้าที่มีปริมาณมากเกิน 5 CBM ขึ้นไป

  • ระยะเวลา: 15-30 วัน
  • รูปแบบ: มีทั้ง LCL (แชร์ตู้กับคนอื่น) และ FCL (เหมาตู้คอนเทนเนอร์)
  • ข้อควรระวัง: แม้เรทค่าขนส่งจะถูกที่สุด แต่คุณอาจต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมท่าเรือ (Port Charges) และค่าเอกสารที่ซับซ้อนกว่าทางอื่น
  • เหมาะสำหรับ: เฟอร์นิเจอร์, เครื่องจักรขนาดใหญ่, วัสดุก่อสร้าง, หรือสินค้าที่วางแผนล่วงหน้าได้นาน

2.3 เรทขนส่งทางอากาศ (Air Freight) – เร็วที่สุดแต่แพงที่สุด

เหมาะสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงมาก หรือสินค้าที่ต้องการใช้ด่วนที่สุด

  • ระยะเวลา: 1-3 วัน
  • เรทราคา: มักเริ่มต้นที่ 100-200 บาทต่อกิโลกรัม และมีการคิดน้ำหนักเชิงปริมาตรที่เข้มงวด (หารด้วย 5,000 หรือ 6,000 ตามมาตรฐาน IATA)
  • เหมาะสำหรับ: เครื่องประดับ, ตัวอย่างสินค้า (Samples), อะไหล่ด่วน, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาแพง
ค่าขนส่งจีนไทยกิโลละ

3. 5 ปัจจัยหลักที่ทำให้ “ค่าขนส่งจีนไทยกิโลละ” เปลี่ยนแปลง

ทำไมราคาที่คุณถามเมื่อเดือนที่แล้ว ถึงไม่เท่ากับเดือนนี้? นี่คือปัจจัยเบื้องหลังที่กำหนดความผันผวนของราคา:

3.1 ฤดูกาลและเทศกาล (Seasonality)

ในช่วงก่อนเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน (Chinese New Year) หรือมหกรรมลดราคาอย่าง 11.11 และ 12.12 ปริมาณการส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นมหาศาล จนเกินขีดความสามารถของรถและเรือ (Overcapacity) ส่งผลให้ชิปปิ้งต้องปรับราคาขึ้นเพื่อคัดกรองสินค้า หรือที่เรียกว่า Peak Season Surcharge

3.2 ประเภทสินค้าและข้อกำหนดพิเศษ (Product Classification)

สินค้าในโลกขนส่งไม่ได้ถูกมองว่าเหมือนกันหมด:

  • สินค้าทั่วไป: นำเข้าง่าย เรทถูกที่สุด
  • สินค้าอ่อนไหว (Sensitive Goods): เช่น ของเหลว, ผง, แบตเตอรี่, แม่เหล็ก หรือสินค้าลิขสิทธิ์ สินค้าเหล่านี้ต้องผ่านช่องทางพิเศษหรือมีการตรวจเอกสารที่เข้มงวด ทำให้ค่าขนส่งต่อกิโลกรัมสูงกว่าปกติ 20-50%

3.3 บริการแบบ All-in vs Formal Entry

  • All-in Price: คือการจ่ายราคาสุทธิที่รวมค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า และพิธีการศุลกากรไว้แล้ว สะดวกมากสำหรับมือใหม่เพราะรู้ต้นทุนทันที
  • Formal Entry: คือการเสียภาษีตามพิกัดศุลกากรจริง (HS Code) ซึ่งอาจจะได้ภาษี 0% ในสินค้าบางประเภทหากมีใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) แต่จะมีค่าบริการเดินพิธีการแยกต่างหาก

3.4 ความผันผวนของราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน

เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของโลจิสติกส์ เมื่อราคาน้ำมันโลกดีดตัว ค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ก็จะถูกบวกเพิ่ม รวมถึงการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินหยวน (CNY) หรือดอลลาร์ (USD) ก็มีผลต่อราคาปลายทางที่คุณต้องจ่าย

3.5 ทำเลที่ตั้งของโรงงาน (Last Mile in China)

ประเทศจีนกว้างใหญ่มาก หากโรงงานของคุณอยู่ในเมืองลึกๆ เช่น เฉิงตู แต่อยากส่งออกทางเรือที่กวางโจว คุณจะมีต้นทุน “ค่าขนส่งภายในจีน” เพิ่มขึ้นมา ซึ่งบางครั้งอาจแพงพอๆ กับค่าขนส่งมาไทยเลยทีเดียว

4. กลยุทธ์การลดต้นทุน “ค่าขนส่งจีนมาไทย” อย่างยั่งยืน

หากคุณต้องการเพิ่มกำไรโดยไม่ต้องขึ้นราคาสินค้า การลดต้นทุนขนส่งคือคำตอบ นี่คือวิธีที่มืออาชีพใช้:

4.1 การเพิ่มประสิทธิภาพบรรจุภัณฑ์ (Packaging Optimization)

อย่าปล่อยให้ซัพพลายเออร์ส่งสินค้าในกล่องที่ใหญ่เกินไป หรือมีพื้นที่ว่างข้างในมากเกินไป การใช้เทคนิค Vacuum Packing สำหรับสินค้าประเภทผ้า หรือการถอดประกอบ (Knock-down) สำหรับเฟอร์นิเจอร์ สามารถลดค่า CBM ได้มากกว่า 30-50% ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่หายไปครึ่งหนึ่งทันที

4.2 การรวมสินค้า (Consolidation)

หากคุณซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์หลายราย รายละเล็กละน้อย (เช่น รายละ 20 กก. จำนวน 5 ราย) การให้แต่ละรายส่งแยกกันจะทำให้คุณโดน “ค่าบริการขั้นต่ำ” ของทุกราย แต่ถ้าคุณส่งไปรวมกันที่คลังสินค้ากลางในจีน (Consolidation Warehouse) แล้วแพ็ครวมเป็นชิปเม้นท์เดียว 100 กก. คุณจะได้เรทราคาที่ถูกลงตามน้ำหนักที่มากขึ้น

4.3 การวางแผน Inventory และ Lead Time

การสั่งของแบบ “ด่วนที่สุด” ตลอดเวลาจะทำให้คุณต้องพึ่งพาการขนส่งทางบกหรือทางอากาศราคาแพง การวางแผนสต็อกสินค้าล่วงหน้า 1-2 เดือน จะเปิดโอกาสให้คุณเลือกใช้ การขนส่งทางเรือ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนได้ดีที่สุดในระยะยาว

5. วิธีการเลือกบริษัทชิปปิ้ง (Shipping) ที่ไว้ใจได้

ในตลาดมีผู้ให้บริการมากมาย แต่การเลือกเพียงแค่ “เจ้าที่ถูกที่สุด” อาจนำไปสู่หายนะ เช่น สินค้าติดด่าน, ของหาย, หรือการเรียกเก็บเงินย้อนหลัง สิ่งที่คุณควรพิจารณาคือ:

  1. ระบบติดตาม (Tracking System): สามารถตรวจสอบสถานะสินค้าได้แบบ Real-time หรือไม่?
  2. ความโปร่งใสของราคา: มีการระบุค่าธรรมเนียมแอบแฝงหรือไม่? (ค่าโกดัง, ค่าส่งถึงบ้าน, ค่าทำเอกสาร)
  3. บริการหลังการขาย: หากสินค้าเสียหาย มีการรับประกันหรือชดเชยอย่างไร?
  4. ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง: บางเจ้าเก่งเรื่องเสื้อผ้า บางเจ้าเก่งเรื่องเครื่องจักร การเลือกชิปปิ้งที่เข้าใจสินค้าของคุณจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

สรุป (Conclusion)

การเข้าใจว่า “ค่าขนส่งจีนไทยกิโลละเท่าไหร่” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจนำเข้า แต่การรู้ซึ้งถึงกลไกการคำนวณ ความแตกต่างระหว่าง KG และ CBM รวมถึงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ จะทำให้คุณกลายเป็นผู้นำเข้าที่ชาญฉลาด การควบคุมต้นทุนโลจิสติกส์ไม่ใช่เรื่องของการหาของราคาถูกที่สุด แต่คือการบริหารจัดการ “ความคุ้มค่า” และ “ความเสี่ยง” ให้สมดุลกัน

SCIC Group เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการขนส่ง แต่เราเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะเติบโตไปกับคุณ ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปีในวงการโลจิสติกส์ เรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเส้นทางจีน-ไทย เราพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อหาช่องทางการขนส่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็ว ต้นทุน หรือความปลอดภัย เพื่อให้แน่ใจว่าทุกกิโลกรัมที่คุณส่งกับเรา คือกิโลกรัมที่สร้างกำไรให้กับธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง

 

นำเข้า-ส่งออก สินค้า จีน-ไทย​ ได้ง่ายๆ คาร์โก้ ส่งสินค้าจากจีนมาไทย China to Thailand

 

เจาะลึกกลุ่มสินค้าและบริการจัดหา (Comprehensive Sourcing)

การนำเข้าสินค้าจากอินเดียในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นักท่องเที่ยวหิ้วกลับมา แต่ได้ยกระดับสู่การขนส่งเชิงพาณิชย์เพื่อตอบสนองความต้องการในไทย โดย SCIC Group พร้อมสนับสนุนในทุกขั้นตอน (Insert Link: เชื่อมไปหน้าบริการ Sourcing หรือ บริการนำเข้าสินค้า)

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงาม (Health & Beauty)

อินเดียถือเป็นศูนย์กลางของสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก แบรนด์อย่าง Himalaya และครีมสารพัดประโยชน์อย่าง Boroline เป็นที่ต้องการสูงในตลาดไทย รวมถึงเวชภัณฑ์สามัญประจำบ้าน เช่น Pudin Hara (สมุนไพรช่วยขับลม) และ Odomos (ครีมกันยุงประสิทธิภาพสูง) ซึ่งการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงการแพ็คสินค้าที่แน่นหนาเพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างขนส่ง

2. กลุ่มอาหารและวัตถุดิบ (Food & Beverage)

สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารหรือคาเฟ่ การนำเข้าวัตถุดิบต้นตำรับเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะ ชาอินเดีย (Indian Tea) จากแบรนด์ Taj Mahal หรือขนมขบเคี้ยวอย่าง Haldiram’s และคุ้กกี้ Dark Fantasy การใช้บริการขนส่งมืออาชีพจะช่วยรักษาคุณภาพและความสดใหม่ของสินค้าได้ดีกว่า (เช่น ขนส่งทางเรือ Sea Freight และ ทางอากาศ Air Freight)

3. ขั้นตอนการใช้บริการ (How to Order)

เพื่อให้ได้สินค้าที่ถูกต้องและรวดเร็ว ผู้ใช้บริการควรเตรียมข้อมูลดังนี้:

  • ระบุรายละเอียดสินค้า: ชื่อแบรนด์, รุ่น, ขนาด หรือรูปภาพประกอบ

  • แหล่งจัดซื้อ (ถ้ามี): หากมีลิงก์จากเว็บไซต์ e-Commerce อินเดีย (เช่น Amazon India, Flipkart) จะช่วยให้การประเมินราคาและดำเนินการสั่งซื้อรวดเร็วยิ่งขึ้น

  • ประเมินค่าขนส่ง: สอบถามอัตราค่าบริการและรอบการจัดส่ง เพื่อวางแผนต้นทุนได้อย่างแม่นยำ (ติดต่อเรา)

SCIC ไม่ใช่แค่ขนส่ง แต่คือพาร์ทเนอร์ที่ช่วยคุณทำการตลาดในอินเดียและทั่วโลก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำตอบ: บริการของเราครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งเครื่องสำอางสมุนไพร (เช่น Himalaya), เวชภัณฑ์ดูแลสุขภาพ (เช่น Pudin Hara), อาหารแห้งและชา (เช่น Taj Mahal), รวมถึงสินค้าแฟชั่นอย่างผ้าพัชมีนาและเครื่องประดับ โดยเราเน้นการขนส่งที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ

คำตอบ: ได้ ทางเรามีบริการช่วยประสานงานสั่งซื้อ (Assisted Purchase) จากเว็บไซต์ชั้นนำของอินเดีย หรือหากลูกค้าสั่งซื้อเอง ก็สามารถใช้ที่อยู่โกดังของเราในอินเดียเพื่อพักสินค้าก่อนส่งกลับไทยได้

 

คำตอบ: ระยะเวลาขึ้นอยู่กับรูปแบบการขนส่ง หากเป็นทางอากาศ (Air Freight) จะใช้เวลาประมาณ 3-5 วันทำการ ส่วนทางเรือ (Sea Freight) จะใช้เวลาประมาณ 15-25 วัน เหมาะสำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักหรือปริมาตรมาก

 

คำตอบ: โดยทั่วไป SCIC Group รองรับทั้งลูกค้ารายย่อยและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้สอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเพื่อตรวจสอบเงื่อนไขขั้นต่ำในปัจจุบันและเรทราคาที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับปริมาณสินค้าของคุณ

 

คำตอบ: สินค้ากลุ่มนี้ถือเป็นสินค้าที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ (Sensitive Goods) เรามีทีมงานเชี่ยวชาญในการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์และเลือกวิธีการขนส่งที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะคงสภาพสมบูรณ์เมื่อถึงปลายทาง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า
Scroll to Top