ขนส่งต่างประเทศคืออะไร?

ขนส่งต่างประเทศ

ขนส่งต่างประเทศคืออะไร?

กระบวนการวางแผน ดำเนินการ และควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้าจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง เพื่อส่งมอบสินค้าให้ถึงมือผู้รับปลายทางอย่างปลอดภัยและตรงเวลา โดยรวมถึงการจัดการเอกสารส่งออก-นำเข้า การเลือกเส้นทางขนส่งที่เหมาะสม การประกันภัยสินค้า และการปฏิบัติตามกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ

การขนส่งต่างประเทศมีกี่แบบ

การขนส่งไปต่างประเทศมีรูปแบบหลัก ๆ ดังนี้

ขนส่งทางอากาศ (Air Freight)

ขนส่งทางอากาศ (Air Freight) คือการขนส่งสินค้าผ่านทางเครื่องบิน ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับการขนส่งทางทะเลหรือทางบก เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว สินค้ามีมูลค่าสูง หรือสินค้าที่เน่าเสียง่าย เช่น อาหารสดและอิเล็กทรอนิกส์

จุดเด่น: รวดเร็ว เหมาะกับของน้ำหนักเบา ราคาสูงกว่าเล็กน้อย

ขนส่งทางเรือ (Sea Freight)

ขนส่งทางเรือ(Sea Freight) คือการขนส่งสินค้าผ่านทางเรือที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับสินค้าปริมาณมากและไม่เร่งด่วน เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าการขนส่งทางอากาศ เหมาะกับสินค้าทั่วไป สินค้าอุตสาหกรรม และวัตถุดิบที่ต้องการขนส่งในปริมาณมาก

จุดเด่น: ราคาถูก เหมาะกับสินค้าขนาดใหญ่ ใช้เวลานานกว่า

ขนส่งทางบก (Land Freight)

ขนส่งทางบก (Land Freight) คือการขนส่งสินค้าผ่านถนนหรือทางรถบรรทุกข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่มีพรมแดนติดกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น การขนส่งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

ข้อเด่น: 

เหมาะกับสินค้าปริมาณกลางถึงมากที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดส่ง

  • ใช้เวลารวดเร็วกว่าเรือในเส้นทางที่ใกล้
  • สามารถจัดส่งแบบ Door-to-Door ได้ง่าย

ตัดสินใจเลือกประเภทการขนส่งไปต่างประเทศจากอะไร

การตัดสินใจเลือกประเภทการขนส่งระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักดังนี้

  • ประเภทและปริมาณสินค้า
    หากเป็นสินค้าปริมาณมาก เช่น วัตถุดิบ เครื่องจักร หรืออะไหล่อุตสาหกรรม เหมาะกับการขนส่งทางเรือที่ประหยัดต้นทุน
    แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น สินค้าเร่งด่วน หรือสินค้าที่มีวันหมดอายุ ควรเลือกขนส่งทางอากาศที่ใช้เวลาน้อยกว่า
  • ความเร่งด่วนของการส่งสินค้า
    ขนส่งทางอากาศเหมาะกับสินค้าที่ต้องการส่งด่วน ใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน
    ขนส่งทางเรือเหมาะกับสินค้าที่ไม่เร่งด่วน ใช้เวลานานกว่าแต่ประหยัดกว่า
  • งบประมาณที่มี
    ขนส่งทางเรือมีต้นทุนต่ำกว่าขนส่งทางอากาศมาก จึงเหมาะกับสินค้าปริมาณมากและงบประมาณจำกัด
    ขนส่งทางอากาศมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ให้ความรวดเร็วและความปลอดภัยมากกว่า
  • ข้อจำกัดด้านขนาดและน้ำหนักของสินค้า
    สินค้าที่มีขนาดใหญ่หรือหนักมาก อาจเหมาะกับขนส่งทางเรือหรือทางบกในบางกรณี ขณะที่สินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เหมาะกับทางอากาศหรือขนส่งด่วน
  • ข้อกำหนดและกฎระเบียบของประเทศต้นทางและปลายทาง
    ต้องพิจารณาข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น ข้อจำกัดสินค้าต้องห้าม หรือข้อกำหนดพิธีการศุลกากร เพื่อเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสมและราบรื่น

ข้อควรรู้ก่อนขนส่งต่างประเทศ

ตรวจสอบกฎศุลกากรของประเทศปลายทาง

การตรวจสอบกฎศุลกากรของประเทศปลายทางเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้การส่งสินค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น โดยควรพิจารณาดังนี้

  • ศึกษาข้อกำหนดและข้อจำกัดของประเทศปลายทาง
    เช่น กฎระเบียบการนำเข้าสินค้า ประเภทสินค้าที่ห้ามหรือจำกัด รวมถึงมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น มาตรฐาน BIS สำหรับอินเดีย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการถูกกักสินค้าหรือปฏิเสธสินค้า
  • ตรวจสอบภาษีนำเข้าและอากรศุลกากร
    เช่น ประเทศไทยกำหนดเกณฑ์ยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท หากเกินจะต้องเสียภาษีนำเข้าและ VAT 7% เป็นต้น
  • เตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้อง
    เช่น ใบกำกับสินค้า (Invoice), ใบรายการบรรจุสินค้า (Packing List), ใบขนส่ง และใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อให้ผ่านพิธีการศุลกากรได้ง่าย
  • ทำความเข้าใจเงื่อนไขการขนส่งและความรับผิดชอบตาม Incoterms
    เพื่อกำหนดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในแต่ละช่วงของการขนส่ง
  • ประสานงานกับบริษัทขนส่งหรือผู้เชี่ยวชาญ
    เพื่อช่วยตรวจสอบและดำเนินการตามข้อกำหนดของประเทศปลายทางอย่างครบถ้วนและถูกต้อง

แพ็กสินค้าให้เหมาะสม ป้องกันความเสียหาย

การแพ็กสินค้าให้เหมาะสมและป้องกันความเสียหายเป็นสิ่งสำคัญในการขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีคำแนะนำดังนี้

  • บรรจุสินค้าให้แน่นหนาและไม่หลวม
    เติมวัสดุกันกระแทก เช่น โฟม แอร์บับเบิ้ล หรือกระดาษย่นในช่องว่างภายในกล่องให้เต็ม เพื่อป้องกันสินค้าขยับและเสียหายระหว่างการขนส่ง
  • ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับประเภทสินค้าและขนาด
    เช่น ขนาดกล่องแนะนำไม่เกิน 50x50x50 ซม. หากเกินควรติดต่อฝ่ายขายเพื่อยืนยันการส่ง
  • ปิดกล่องอย่างแน่นหนา
    ใช้เทปกาวคุณภาพดีในการปิดกล่อง เพื่อป้องกันการเปิดหรือเสียหายระหว่างขนส่ง
  • กันน้ำและกันกระแทก
    โดยเฉพาะสินค้าที่บอบบางหรือมีความเสี่ยงต่อความชื้น ควรใช้วัสดุกันน้ำและกันกระแทกเสริม
  • ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลบนฉลากและบรรจุภัณฑ์
    เช่น แหล่งกำเนิดสินค้า วันที่ผลิต เพื่อป้องกันปัญหาที่ศุลกากร

เลือกบริษัทขนส่งที่น่าเชื่อถือ และมีประกันสินค้า

การเลือกบริษัทขนส่งที่น่าเชื่อถือและมีประกันสินค้าควรพิจารณาจาก

  • ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการขนส่งระหว่างประเทศ
    เช่น SCIC Group ที่มีความเชี่ยวชาญในการขนส่งสินค้าทางทะเลและทางอากาศ พร้อมเครือข่ายทั่วโลก ทำให้มั่นใจได้ถึงการจัดส่งที่เชื่อถือได้และเป็นมืออาชีพ
  • บริการครบวงจรตั้งแต่แพ็กสินค้า ดำเนินพิธีการศุลกากร จนถึงส่งถึงปลายทาง
    เพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงในการขนส่ง เช่น SCIC ดูแลตั้งแต่แพ็กสินค้า ยันถึงมือผู้รับ พร้อมจัดการเอกสารและศุลกากรทั่วโลก
  • มีระบบประกันสินค้า
    บริษัทขนส่งที่ดีมักมีบริการประกันสินค้า เพื่อคุ้มครองความเสียหายหรือสูญหายระหว่างการขนส่ง ช่วยให้ผู้ส่งมั่นใจในความปลอดภัยของสินค้า
  • รีวิวและความน่าเชื่อถือจากลูกค้า
    เลือกบริษัทที่ได้รับการยอมรับและมีรีวิวดี เช่น SCIC ที่มีบริการลูกค้าและความน่าเชื่อถือสูง
  • ตัวเลือกบริษัทขนส่งชั้นนำอื่น ๆ
    เช่น ไปรษณีย์ไทย, DHL, FedEx, UPS ที่มีบริการขนส่งระหว่างประเทศพร้อมประกันสินค้าและระบบติดตามสถานะสินค้า

สินค้าประเภทไหนที่ห้ามส่งขนส่งต่างประเทศ

สินค้าที่ ห้ามส่งขนส่งต่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างจีนและไทย หรือไทยกับอินเดีย มีตัวอย่างดังนี้

  • วัตถุไวไฟทุกชนิด เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ หรือวัตถุที่ติดไฟง่าย
  • สินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • สินค้าประเภทยาสูบทุกประเภท
  • ยางรถยนต์ทุกชนิด
  • สินค้าเกี่ยวกับ Sextoy
  • เฟอร์นิเจอร์ไม้และวัสดุที่ทำจากไม้
  • สินค้าต้องห้ามตามกฎหมายของประเทศปลายทาง เช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าผิดกฎหมาย หรือสินค้าที่มีข้อจำกัดพิเศษตามกฎศุลกากร

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบกฎระเบียบเฉพาะของแต่ละประเทศปลายทางอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการถูกปฏิเสธหรือกักกันสินค้าที่ด่านศุลกากร

สรุป:
สินค้าที่ห้ามส่งออกหรือขนส่งระหว่างประเทศ ได้แก่ วัตถุไวไฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ยางรถ เฟอร์นิเจอร์ไม้ และสินค้าผิดกฎหมายหรือถูกจำกัดตามกฎศุลกากรของแต่ละประเทศ เพื่อให้การส่งสินค้าราบรื่นควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางอย่างเคร่งครัด

ค่าบริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

ค่าบริการในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศกับ SCIC Group มีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

  • ขนส่งทางเรือ
    เริ่มต้นที่ประมาณ 100 กว่าบาทต่อกิโลกรัม (1xx บาท/กก.) สำหรับเส้นทางจากไทยไปอินเดียและกลับกัน เหมาะกับสินค้าปริมาณมากและไม่เร่งด่วน
  • ขนส่งทางอากาศ
    บริการแบบเหมาจ่ายรวมภาษีขาเข้าที่อินเดีย เริ่มต้นที่ประมาณ 350 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีน้ำหนักขั้นต่ำ 5 กิโลกรัม เหมาะกับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วและปลอดภัย
  • การคิดค่าขนส่ง
    คิดตามน้ำหนักจริงหรือ น้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight) โดยจะเลือกใช้ค่าน้ำหนักที่สูงกว่าเป็นเกณฑ์การคิดค่าบริการ
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
    อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นกับประเภทสินค้า มูลค่าสินค้า และข้อตกลงทางการค้า เช่น FTA หรือ Incoterms
fob คือ

เลือกขนส่งไปต่างประเทศควรคำนึงถึงอะไร

การเลือกขนส่งไปต่างประเทศควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญดังนี้

  • ความน่าเชื่อถือของบริษัทขนส่ง
    เลือกบริษัทที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการขนส่งระหว่างประเทศ เช่น SCIC Group, DHL, FedEx, UPS หรือไปรษณีย์ไทย เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะถูกจัดส่งอย่างปลอดภัยและตรงเวลา
  • เปรียบเทียบราคาและระยะเวลาการจัดส่ง
    พิจารณาค่าใช้จ่ายและเวลาที่สินค้าจะถึงปลายทางให้เหมาะสมกับความต้องการ เช่น ขนส่งทางอากาศรวดเร็วแต่ราคาสูง ขนส่งทางเรือประหยัดแต่ใช้เวลานานกว่า
  • บริการเสริมและความสะดวกสบาย
    เช่น การติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ (Tracking), บริการ Door-to-Door ที่ช่วยให้การรับส่งสินค้าราบรื่นและสะดวกยิ่งขึ้น
  • ประเภทและลักษณะของสินค้า
    เลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสมกับประเภทสินค้า เช่น สินค้าเน่าเสียง่ายหรือมีมูลค่าสูงควรขนส่งทางอากาศ ส่วนสินค้าปริมาณมากที่ไม่เร่งด่วนเหมาะกับทางเรือ
  • การเตรียมเอกสารและพิธีการศุลกากร
    ต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้อง เช่น ใบแจ้งรายการสินค้า (Invoice, Packing List) เพื่อให้ผ่านพิธีการศุลกากรได้รวดเร็วและไม่มีปัญหา
  • ข้อจำกัดและกฎระเบียบของประเทศปลายทาง
    ตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าสินค้าและข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการถูกกักสินค้าหรือปฏิเสธที่ด่านศุลกากร

เอกสารที่ต้องเตรียม

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีดังนี้

  • ใบกำกับสินค้า (Invoice)
    แสดงรายละเอียดสินค้า ราคาขาย และข้อมูลการซื้อขาย
  • ใบรายการบรรจุสินค้า (Packing List)
    ระบุจำนวนและลักษณะการบรรจุสินค้าในแต่ละกล่อง
  • ใบขนส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Airway Bill)
    เอกสารหลักฐานการขนส่งที่ออกโดยบริษัทขนส่งหรือสายการบิน
  • ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)
    ใช้สำหรับขอสิทธิพิเศษทางภาษีหรือยืนยันแหล่งผลิตสินค้า
  • เอกสารเฉพาะอื่น ๆ
    เช่น MSDS สำหรับสารเคมี หรือใบอนุญาตนำเข้าสำหรับสินค้าบางประเภท
  • เอกสารพิธีการศุลกากร
    เช่น ใบอนุญาตนำเข้า (Import License) หากสินค้าต้องมีใบอนุญาตพิเศษ

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องช่วยให้ผ่านพิธีการศุลกากรได้รวดเร็วและไม่มีปัญหา

สรุปขั้นตอนทั้งหมดในการขนส่งไปต่างประเทศ

สรุปขั้นตอนทั้งหมดในการขนส่งไปต่างประเทศมีดังนี้

  1. ศึกษากฎระเบียบและข้อจำกัดของประเทศปลายทาง
    ตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าสินค้า ภาษีศุลกากร และสินค้าต้องห้าม เพื่อเตรียมความพร้อมและหลีกเลี่ยงปัญหาที่ด่านศุลกากร
  2. เลือกรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสม
    เช่น ทางอากาศ (รวดเร็ว เหมาะกับสินค้าด่วน) หรือทางเรือ (ประหยัด เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก) โดยพิจารณาจากประเภทสินค้า ความเร่งด่วน และงบประมาณ
  3. เตรียมเอกสารนำเข้า-ส่งออกให้ครบถ้วน
    เอกสารสำคัญ ได้แก่ ใบกำกับสินค้า (Invoice), ใบรายการบรรจุสินค้า (Packing List), ใบขนส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Airway Bill), ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) และเอกสารเฉพาะอื่น ๆ ตามประเภทสินค้า
  4. แพ็กสินค้าให้เหมาะสมตามมาตรฐาน
    บรรจุสินค้าอย่างแน่นหนา ใช้วัสดุกันกระแทก ป้องกันความเสียหาย และตรวจสอบฉลากให้ถูกต้อง
  5. จัดส่งสินค้าจากคลังสินค้าหรือโรงงานไปยังท่าเรือต้นทาง
    โดยบริษัทขนส่งหรือชิปปิ้งที่เลือก เช่น SCIC Group ที่ดูแลครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
  6. ดำเนินพิธีการศุลกากรขาออกและขาเข้า
    ดำเนินการเคลียร์ภาษีและเอกสารศุลกากรทั้งที่ประเทศต้นทางและปลายทาง เพื่อให้สินค้าผ่านด่านได้รวดเร็ว
  7. ขนส่งสินค้าผ่านช่องทางที่เลือก
    เช่น ทางอากาศ ใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน หรือทางเรือที่ใช้เวลานานกว่าแต่ประหยัดกว่า
  8. ติดตามสถานะสินค้าและรับสินค้าที่ปลายทาง
    พร้อมตรวจสอบความถูกต้องและสภาพสินค้าเมื่อถึงมือผู้รับ

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษีนำเข้าและส่งออก คลิก

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า
Scroll to Top