ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเรา คือ ไทยกับอินเดีย

บริการส่งของไปอินเดีย

 

ประเทศไทยเรานั้น มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า กันมายาวนานมาก ไม่รวมเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆ ที่เรารับมาทั้ง ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยเรามีหลักฐานการค้ากีบอินเดียมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันเรามีการการลงนามความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย รวมถึงการประกาศ การยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ในปี 2568 ครอบคลุมความร่วมมือทั้งหลาย เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว

มาดูด้าน มูลค่าการค้า และสินค้า ระหว่างเรากับอินเดียบ้าง

  • ปี 2567 (2024) มูลค่าการค้าระหว่างไทย-อินเดียอยู่ที่ 17,451.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 8.80
  • ไทยส่งออกไปอินเดียมูลค่า 11,755.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
  • ไทยนำเข้าจากอินเดียมูลค่า 5,696.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์จากพืช
  • ไทย นั้น ได้เปรียบดุลการค้านะครับ คือ มูลค่าดุลเป็นบวก 6,058.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ความตกลงทางการค้า และความร่วมมือต่างๆ ระหว่างเรากับอินเดีย

  • ไทยเรา และอินเดียมี  FTA ในรูปแบบ Early Harvest Scheme (EHS) สำหรับสินค้า 83 รายการตั้งแต่ปี 2547 และอยู่ระหว่างการเจรจาขยายให้ครอบคลุมสินค้า บริการ และการลงทุนมากขึ้น (Comprehensive FTA)
  • ทั้งสองฝ่ายยังเป็นภาคีในความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2553 และได้ขยายความร่วมมือไปสู่บริการและการลงทุน
  • ไทยและอินเดียกำลังผลักดันการยกระดับกลไกความร่วมมือ เช่น การประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) จากระดับปลัดกระทรวงเป็นระดับรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การลงทุนต่างๆ ระหว่างไทย กับอินเดีย

  • บริษัทอินเดียลงทุนในไทยเรา มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกลุ่มทาทา (Tata) เป็นตัวอย่างสำคัญ ทั้งในธุรกิจยานยนต์ เหล็ก และไอที
  • บริษัทไทยที่ไปลงทุนในอินเดีย เช่น ซีพี, อิตาเลียนไทย, ศรีไทยซุปเปอร์แวร์, เดลต้าอิเล็กทรอนิกส์ และบ้านพฤกษา

แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจ ในอนาคต ระหว่างทั้งสองประเทศ

  • ทั้งสองประเทศเห็นตรงกันว่า การค้าระหว่างกันยังไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง และมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่ออินเดียเป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากร 1,400 ล้านคน และเศรษฐกิจขนาดใหญ่มาก
  • ไทยเสนอให้อินเดียเร่งเจรจา FTA ฉบับสมบูรณ์ และอินเดียต้องการให้มีการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดียให้เสร็จภายในปี 2568
  • อินเดียสนใจนโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)” ของไทย และต้องการพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา

ความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-อินเดีย นั้นมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 

โดยมีการยกระดับความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และไทยเรานั้นยังได้เปรียบดุลการค้า และทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งมั่นขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพและเป้าหมายการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอนาคต

มารู้จักกับ การศุลกากรของ อินเดีย เมื่อส่งสินค้าไปจากไทย

การส่งสินค้าไปอินเดีย นั้น เราต้องเตรียมตัวและเข้าใจกระบวนการศุลกากรของอินเดียอย่างรอบคอบ เพราะอินเดียมีขั้นตอนการนำเข้าสินค้า  ที่มีข้อกำหนดที่เข้มงวด และมีความซับซ้อนอยู่มาก

1. เอกสารที่จำเป็นต่างๆ สำหรับการนำเข้าสินค้าเข้าประเทศอินเดีย

  • Import Export Code (IEC): ผู้นำเข้าต้องมีรหัส IEC ที่ออกโดย Directorate General of Foreign Trade (DGFT) ซึ่งเป็นรหัส 10 หลัก ใช้ในการดำเนินพิธีการศุลกากรและธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ
  • Bill of Entry: เอกสารสำคัญที่ต้องยื่นต่อศุลกากรอินเดีย ระบุรายละเอียดสินค้า ปริมาณ มูลค่า และข้อมูลอื่น ๆ
  • Commercial Invoice และ Packing List: ใบแจ้งหนี้การค้าและรายการบรรจุหีบห่อ
  • Bill of Lading/Air Waybill: ใบตราส่งสินค้าทางเรือหรือทางอากาศ
  • Certificate of Origin: กรณีขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษีจากข้อตกลงการค้าเสรี เช่น AIFTA หรือ Early Harvest Scheme
  • Import License: สำหรับสินค้าบางประเภทที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า
  • เอกสารอื่น ๆ: เช่น Foreign Exchange Control Form, Terminal Handling Receipt, Inspection Report, Product Manual แล้วแต่กรณี

2. ขั้นตอนศุลกากรของอินเดีย

  • ยื่นเอกสาร Bill of Entry (ผ่านระบบ EDI หรือยื่นเอกสารจริง) พร้อมเอกสารประกอบข้างต้น
  • ศุลกากรอินเดียตรวจสอบเอกสาร และอาจตรวจสอบสินค้าจริง เพื่อยืนยันข้อมูลและประเมินมูลค่าสินค้า
  • ประเมิน และชำระภาษีศุลกากร (ดูรายละเอียดในหัวข้อถัดไป)
  • เมื่อผ่านการตรวจสอบและชำระค่าภาษีครบถ้วน ศุลกากรจะออกใบอนุญาตให้ปล่อยสินค้า (Customs Clearance Certificate) เพื่อให้รับสินค้าออกจากท่าเรือ/สนามบินได้

3. เรื่องภาษี และอากรนำเข้า

  • Basic Customs Duty (BCD): อัตราขั้นพื้นฐาน ขึ้นกับ HS Code ของสินค้าและประเทศต้นทาง (ไทยได้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีบางรายการภายใต้ AIFTA)
  • Integrated Goods and Services Tax (IGST): ภาษีสินค้าและบริการแบบบูรณาการ คิดตามประเภทสินค้า
  • Anti-Dumping Duty, Safeguard Duty, Compensation Cess: อากรพิเศษสำหรับบางสินค้า เช่น อินเดียเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) กับสินค้าบางชนิดจากไทย เช่น Epichlorohydrin (ECH)
  • De Minimis Value: สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่ากำหนดอาจได้รับยกเว้นอากรนำเข้า

4. สิทธิประโยชน์ทางภาษี ระหว่างไทย- อินเดีย

  • ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA): สินค้าจากไทยกว่า 76% ได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีนำเข้าในอินเดียเมื่อมี Certificate of Origin ที่ถูกต้อง
  • Early Harvest Scheme: สินค้าบางรายการได้รับสิทธิพิเศษตามข้อตกลงระหว่างไทย-อินเดีย

5. หมายเหตุสำคัญ สิ่งที่ควรระวัง

  • การจัดประเภทสินค้า (HS Code) ต้องถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาล่าช้าและเสียค่าปรับ
  • ควรตรวจสอบว่ามีมาตรการปกป้อง (Safeguard/Anti-Dumping) หรือไม่ เพราะอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
  • ควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อเลี่ยงความล่าช้าในการปล่อยสินค้า

การศุลกากรอินเดีย สำหรับสินค้าจากไทย ต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน 

ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี และเข้าใจโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบมาตรการพิเศษที่อาจมีผลต่อสินค้าบางประเภท เพื่อให้การนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและประหยัดต้นทุน

 

แล้วเราจะสามารถ รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากข้อตกลง AIFTA อย่างไรบ้างในการส่งออกไปอินเดีย

1. หลักการของ สิทธิพิเศษภายใต้ข้อตกลง AIFTA ไทย-อินเดีย

ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India Free Trade Agreement: AIFTA) เปิดโอกาสให้สินค้าส่งออกจากไทยไปอินเดียได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าในอัตราพิเศษ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอินเดีย ซึ่งโดยรวมแล้วอินเดียได้ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าให้ไทยมากกว่า 4,100 รายการ หรือประมาณ 79% ของรายการสินค้าที่มีการค้าระหว่างกัน 

สินค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารแปรรูป และเครื่องสำอาง เป็นต้น

2. เงื่อนไขการขอรับสิทธิพิเศษทางภาษี ไทย-อินเดีย

  • สินค้าต้องมีถิ่นกำเนิดในอาเซียนหรืออินเดีย ตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (ROO) ซึ่งสามารถใช้วัตถุดิบจากประเทศสมาชิกอาเซียนและอินเดียได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องถิ่นกำเนิด
  • ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form AI) ซึ่งออกโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงต่อศุลกากรอินเดียขณะนำเข้าสินค้า
  • การจัดประเภทสินค้า (HS Code) ต้องถูกต้อง และอยู่ในรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษตามบัญชีข้อผูกพันของ AIFTA

3. ขั้นตอนการขอรับสิทธิพิเศษ ภาษี ไทย-อินเดีย

  1. ตรวจสอบว่าสินค้าอยู่ในรายการที่ได้รับสิทธิพิเศษหรือไม่ โดยดูจากบัญชีข้อผูกพันภาษีศุลกากรของอินเดียภายใต้ AIFTA
  2. ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form AI) จากกรมการค้าต่างประเทศ โดยกรอกข้อมูลและยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  3. แนบ Form AI กับเอกสารส่งออก และจัดส่งสินค้าไปยังอินเดีย
  4. ผู้นำเข้าในอินเดียยื่น Form AI ต่อศุลกากรอินเดีย เพื่อขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษีขณะนำเข้าสินค้า

4. รูปแบบและระดับการลดภาษี

  • สินค้ากว่า 80% ของพิกัดศุลกากร 6 หลัก ได้รับการลดอัตราภาษีเหลือ 0% ภายในปี 2558-2561 ขึ้นอยู่กับกลุ่มสินค้าและตารางเวลาการลดภาษี (Normal Track, Sensitive List, Highly Sensitive List, Exclusion List)
  • สินค้าบางรายการที่อยู่ใน Sensitive List จะได้รับการลดภาษีเหลือ 5% หรือ 0% ในช่วงเวลาที่กำหนด
  • สินค้าที่อยู่ใน Exclusion List จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษนี้

5. ข้อควรระวัง คือ

  • ต้องตรวจสอบเงื่อนไขถิ่นกำเนิดสินค้า และเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วน
  • หากสินค้าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเอกสารไม่ถูกต้อง จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีตาม AIFTA
  •  

ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีจากข้อตกลง AIFTA ได้โดยขอ Form AI และตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าเข้าเงื่อนไขถิ่นกำเนิดและอยู่ในรายการที่ได้รับสิทธิพิเศษ 

เมื่อผู้นำเข้าในอินเดียยื่น Form AI ต่อศุลกากร ก็จะได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้า ช่วยเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ

 

เคล็ดลับการบรรจุหีบห่อสำหรับการจัดส่งของไปยังอินเดีย

1. เลือกวัสดุกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ทนทานหน่อย

  • ใช้กล่องกระดาษลูกฟูกคุณภาพสูงเพื่อความแข็งแรงและปกป้องสินค้าได้ดี
  • สำหรับสินค้าที่เปราะบาง ควรใช้กล่องแบบมีผนังสองชั้นเพื่อเพิ่มความแข็งแรงเป็นพิเศษ

2. ใช้วัสดุกันกระแทกที่เหมาะสม

  • ห่อสินค้าด้วยพลาสติกกันกระแทก แผ่นโฟม หรือวัสดุกันกระแทกอื่น ๆ เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวและการเสียหายระหว่างขนส่ง
  • เติมช่องว่างภายในกล่องด้วยวัสดุกันกระแทก เช่น โฟมหรือถั่วลิสงบรรจุ เพื่อป้องกันการกระแทก

3. ใช้วัสดุที่กันน้ำจะดีกว่า

  • เนื่องจากอินเดียมีสภาพอากาศหลากหลายและมีฤดูฝน ควรใช้ถุงพลาสติกหรือพลาสติกห่อหุ้มที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำ โดยเฉพาะสินค้าที่บอบบาง เช่น อิเล็กทรอนิกส์หรือผลิตภัณฑ์กระดาษ

4. ปิดกล่องที่ส่งให้แน่นหนา

  • ใช้เทปกาวคุณภาพสูงปิดตะเข็บกล่องทุกด้าน โดยเฉพาะด้านบนและด้านล่างที่มักจะเปิดง่าย
  • สำหรับสินค้าหนัก ควรใช้เทปกาวเสริมแรงหรือเทปรัดเพื่อป้องกันการเปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ1

5. การบรรจุสินค้าประเภทพิเศษ

  • สินค้าที่เปราะบาง: ห่อแต่ละชิ้นด้วยวัสดุกันกระแทกหลายชั้น และทำเครื่องหมายกล่องว่า “เปราะบาง”
  • ของเหลว: ปิดภาชนะให้แน่น ใช้วัสดุดูดซับรอบ ๆ ภาชนะแต่ละใบ และบรรจุในถุงพลาสติกปิดสนิทก่อนใส่กล่อง
  • อิเล็กทรอนิกส์: ใช้ถุงป้องกันไฟฟ้าสถิตย์และบรรจุในกล่องแข็งแรงพร้อมวัสดุกันกระแทกเพียงพอ

6. การติดฉลาก และข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ให้ถูกต้อง

  • ระบุจำนวนบรรจุภัณฑ์ ประเภทบรรจุภัณฑ์ น้ำหนักและขนาดของแต่ละกล่อง
  • เขียนคำอธิบายสินค้าอย่างละเอียด พร้อมประเทศต้นกำเนิดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ติดฉลากให้ชัดเจนและถูกต้อง เพื่อช่วยในการตรวจสอบศุลกากรอินเดีย

 

การบรรจุหีบห่อสำหรับส่งสินค้าไปอินเดียควรเน้นที่ความแข็งแรงของวัสดุ การป้องกันการกระแทกและกันน้ำ รวมถึงการปิดกล่องอย่างแน่นหนาและติดฉลากชัดเจน เพื่อให้สินค้าถึงปลายทางอย่างปลอดภัยและลดความล่าช้าในกระบวนการศุลกากร



เคล็ดลับการติดฉลาก สำหรับการส่งสินค้าออกไปยังอินเดีย

การติดฉลากสินค้าสำหรับส่งออกไปอินเดียต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานของหน่วยงาน Food Safety and Standards Authority of India (FSSAI) รวมถึงข้อกำหนดเฉพาะของสินค้าแต่ละประเภท โดยมีเคล็ดลับสำคัญดังนี้:

1. ปฏิบัติตามกฎระเบียบการติดฉลากของ FSSAI

  • ฉลากสินค้าต้องเป็นไปตาม Packaging and Labelling Regulations, 2011 และ Food Import Regulations, 2017 ของอินเดีย
  • ต้องระบุข้อมูลสำคัญอย่างครบถ้วน เช่น วันที่ผลิต วันที่บรรจุ วันหมดอายุ แหล่งกำเนิดสินค้า (ต้องไม่ขัดแย้งกันระหว่างบรรจุภัณฑ์และกล่องบรรจุ)
  • ข้อมูลทั้งหมดต้องชัดเจนและถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธสินค้านำเข้า เช่น กรณีที่อินเดียปฏิเสธอินทผลัมอบแห้งจากไทยเนื่องจากข้อมูลวันที่และแหล่งกำเนิดไม่ตรงกัน1

2. ระบุข้อมูลโภชนาการ และส่วนผสมอย่างละเอียด กรณีเป็นอาหาร

  • สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ต้องแสดงข้อมูลโภชนาการ เช่น ปริมาณไขมัน น้ำตาล และเกลือ ตามข้อกำหนด Front-of-Package Labeling (FOPL) ที่ FSSAI กำหนด
  • ต้องระบุสารเติมแต่งอาหารและปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ เช่น Oligofructose, Plant Stanol Esters, Trehalose ตามกฎระเบียบล่าสุดของ FSSAI

3. ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ ตามที่กำหนด

  • ฉลากต้องใช้ภาษาอังกฤษอย่างน้อย และอาจต้องใช้ภาษาท้องถิ่นเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของอินเดีย
  • ข้อมูลต้องอ่านง่าย ชัดเจน และไม่ก่อให้เกิดความสับสน

4. ระบุเครื่องหมายรับรอง และโลโก้ที่เกี่ยวข้อง

  • สำหรับสินค้าประเภทอาหารออร์แกนิก ต้องติดโลโก้รับรอง “Jaivik Bharat” ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพอาหารออร์แกนิกของอินเดีย
  • โลโก้และเครื่องหมายรับรองต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ FSSAI และ APEDA เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจแก่ผู้บริโภค

5. หลีกเลี่ยงข้อมูลขัดแย้งและผิดกฎหมาย

  • ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลบนฉลากและบรรจุภัณฑ์สอดคล้องกัน เช่น แหล่งกำเนิดสินค้า วันที่ผลิต และข้อมูลอื่น ๆ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ข้อความหรือสัญลักษณ์ที่อาจทำให้เข้าใจผิดหรือผิดกฎหมายของอินเดีย

6. ติดฉลากให้เหมาะสมกับประเภทสินค้าที่ส่งออกไปอินเดีย

  • สำหรับเครื่องสำอาง ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเฉพาะของอินเดีย เช่น การระบุส่วนผสม วันหมดอายุ และคำเตือนต่าง ๆ
  • สำหรับอาหาร ต้องติดฉลากตามมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของอินเดียอย่างเคร่งครัด


การติดฉลากสำหรับส่งออกไปอินเดียควรเน้นความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูลตามกฎระเบียบ FSSAI เช่น วันที่ผลิต แหล่งกำเนิดสินค้า ข้อมูลโภชนาการ และเครื่องหมายรับรอง รวมถึงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธสินค้านำเข้าและสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดอินเดีย

สิ่งที่ควรระบุข้อมูล บนฉลากเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิเสธสินค้าที่ส่งออกในอินเดีย

ในการส่งออกสินค้าไปยังอินเดีย การติดฉลากที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิเสธสินค้า เนื่องจากอินเดียมีกระบวนการศุลกากรที่เข้มงวดและกฎระเบียบที่ซับซ้อน

ข้อมูลที่ควรระบุบนฉลากเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิเสธสินค้า มีดังนี้:

1. ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลการจัดส่ง

  • ข้อมูลผู้ส่งสินค้า (Consignor’s Marks): เครื่องหมายหรือตราของผู้ส่งสินค้า5.
  • ประเทศต้นกำเนิด (Country of Origin): ระบุประเทศที่ผลิตสินค้าอย่างชัดเจนและเป็นภาษาอังกฤษ
  • น้ำหนักและขนาด: ระบุน้ำหนักเป็นปอนด์และกิโลกรัม และปริมาตร/ขนาดบรรจุภัณฑ์เป็นนิ้วและเซนติเมตร
  • ปริมาณและชนิดของบรรจุภัณฑ์: จำนวนบรรจุภัณฑ์และประเภทของบรรจุภัณฑ์ (เช่น กล่อง ลัง)
  • เครื่องหมายและตัวเลขบนบรรจุภัณฑ์: ควรมีเครื่องหมายและตัวเลขเฉพาะบนแต่ละบรรจุภัณฑ์
  • เครื่องหมายการจัดการ (Handling Marks): สัญลักษณ์สากลมาตรฐานที่บ่งบอกวิธีการจัดการบรรจุภัณฑ์ เช่น “This Side Up” 
  • ท่าเรือปลายทาง (Port of Entry): ระบุท่าเรือขาเข้า
  • ฉลากอันตราย: หากสินค้าเป็นอันตราย ต้องมีฉลากและสัญลักษณ์เตือนที่จำเป็น
  • คำอธิบายสินค้าและรหัส HS Code: ต้องมีคำอธิบายสินค้าโดยละเอียดและรหัส Harmonized System (HS Code) ที่ถูกต้อง
  • มูลค่ารวมของการจัดส่ง: ระบุมูลค่าของสินค้าทั้งหมด
  • เงื่อนไขการขาย (Incoterms): ระบุเงื่อนไขการส่งมอบที่ตกลงกัน
  • ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย: ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อและผู้ขาย

2. ข้อมูลเฉพาะสำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม

สำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Food Safety and Standards Authority of India (FSSAI) ควรระบุข้อมูลดังต่อไปนี้:

  • วันที่ผลิตและวันที่บรรจุ (Date of Manufacturing and Packaging): ควรระบุให้ชัดเจนและสอดคล้องกัน
  • วันหมดอายุ (Expiry Date): ระบุวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์
  • แหล่งกำเนิดสินค้า: ต้องระบุแหล่งกำเนิดสินค้าให้ชัดเจนและข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ต้องตรงกับข้อมูลในเอกสารอื่น ๆ เช่น กล่องบรรจุ เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิเสธสินค้า
  • ข้อมูลโภชนาการ (Nutritional Information): สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ต้องแสดงข้อมูลโภชนาการ เช่น ปริมาณไขมัน น้ำตาล และเกลือ
  • สารก่อภูมิแพ้ (Allergens): ต้องแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ในอาหารอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย เช่น ใช้ภาษาธรรมดา หรือระบุแยกออกมาต่างหาก (เช่น “Contains: Milk, Egg, Wheat”) โดยห้ามใช้คำว่า “May contain…” ในตำแหน่งที่กฎหมายกำหนด
  • ส่วนผสม (Ingredients): ระบุส่วนผสมทั้งหมดของผลิตภัณฑ์
  • สารเติมแต่งอาหาร (Food Additives): หากมีการใช้ ควรระบุให้ถูกต้องตามข้อกำหนด
  • เครื่องหมายรับรอง: สำหรับสินค้าออร์แกนิก ควรติดโลโก้รับรอง “Jaivik Bharat”

3. ข้อควรระวังเพิ่มเติม

  • ความถูกต้องและสอดคล้องกันของข้อมูล: ข้อมูลบนฉลากต้องถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริง และไม่ขัดแย้งกันระหว่างบรรจุภัณฑ์และเอกสารอื่น ๆ เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สินค้าถูกปฏิเสธ
  • ภาษา: ข้อมูลบนฉลากควรเป็นภาษาอังกฤษที่ชัดเจนและอ่านง่าย
  • การลงทะเบียน KYC: ผู้ส่งสินค้าต้องลงทะเบียนกับ Know Your Customer (KYC) เพื่อยืนยันตัวตนและที่อยู่ของผู้รับ

การปฏิบัติตามเคล็ดลับการติดฉลากเหล่านี้จะช่วยให้การส่งออกสินค้าจากไทยไปยังอินเดียเป็นไปอย่างราบรื่นและลดโอกาสที่สินค้าจะถูกปฏิเสธโดยหน่วยงานศุลกากรอินเดีย

ภาษีและอากรขาเข้า สำหรับการ ส่งของไปอินเดีย

เมื่อส่งสินค้าไปยังอินเดีย ผู้นำเข้าหรือผู้รับสินค้าจะต้องชำระภาษีและอากรขาเข้า ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

1. วิธีการประเมินภาษี

  • คำนวณจากราคาซีไอเอฟ (CIF) คือรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง
  • บวกค่าธรรมเนียมเทียบท่า (Landing Charges) ประมาณ 1% ของราคาซีไอเอฟ
  • ภาษีและอากรจะคิดตามมูลค่ารวมนี้เป็นหลัก

2. ประเภทภาษีและอากรที่ต้องชำระ

  • Basic Customs Duty (BCD): อัตราภาษีศุลกากรพื้นฐาน ขึ้นกับประเภทสินค้าและรหัส HS Code โดยอัตราอาจผันแปรตั้งแต่ 0% ถึง 150% โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 11.9%
  • Integrated Goods and Services Tax (IGST): ภาษีสินค้าและบริการแบบบูรณาการ คิดตามประเภทสินค้า
  • Countervailing Duty (CVD): ภาษีตอบโต้การอุดหนุนสินค้า (ถ้ามี) ซึ่งเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศผู้ส่งออก
  • Education Cess และ Additional Cess: ภาษีเพื่อการศึกษาซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของภาษีนำเข้าและ CVD รวมกัน
  • ค่าธรรมเนียมเทียบท่า (Landing Charges): ประมาณ 1% ของราคาซีไอเอฟ
  • ภาษีอื่น ๆ: เช่น ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duty) หรือภาษีป้องกัน (Safeguard Duty) สำหรับสินค้าบางประเภท

3. ตัวอย่างการคำนวณภาษี

เช่น นำเข้าโทรทัศน์ LED ขนาด 39 นิ้ว รหัส HS Code 8528.72.19 จากไทย

  • ภาษีศุลกากรพื้นฐาน 10%
  • ค่าธรรมเนียมเทียบท่า 1%
  • ภาษีตอบโต้การอุดหนุน (CVD) 10% ของ (ราคาซีไอเอฟ + ภาษีศุลกากร + ค่าธรรมเนียมเทียบท่า)
  • ภาษีเพื่อการศึกษา 3% ของภาษีนำเข้าและ CVD
  • Additional Cess 4% ของภาษีนำเข้าและ CVD

4. สิทธิประโยชน์ทางภาษี

  • สินค้าจากไทยที่อยู่ในข้อตกลง AIFTA จะได้รับสิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีนำเข้าตามเงื่อนไขถิ่นกำเนิดสินค้าและเอกสารประกอบ
  • สินค้าบางประเภท เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์แบบกระเป๋าหิ้ว และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิด อาจได้รับยกเว้นภาษีศุลกากร

5. หมายเหตุเพิ่มเติม

  • อินเดียไม่มีการกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำ (No Minimum Threshold) ดังนั้นสินค้าทุกชิ้นต้องเสียภาษีตามมูลค่าซีไอเอฟ
  • การเก็บภาษีอาจขึ้นอยู่กับหน่วยวัดของสินค้าในบางกรณี
  • ภาษีและอากรมีความซับซ้อนและอาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐบาลอินเดีย


การส่งสินค้าไปอินเดียต้องเตรียมพร้อมชำระภาษีอากรขาเข้าหลากหลายประเภท 

โดยคิดจากมูลค่าซีไอเอฟบวกค่าธรรมเนียมเทียบท่า ซึ่งอัตราภาษีพื้นฐานเฉลี่ยประมาณ 11.9% แต่ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและรหัส HS Code รวมถึงอาจมีภาษีตอบโต้และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ด้วย การใช้สิทธิพิเศษภายใต้ข้อตกลง AIFTA จะช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมาก

มีข้อยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าประเภทไหนบ้าง เมื่อไทยเราส่งสินค้าเข้าอินเดีย

ไทยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากอินเดียภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) และความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย (TIFTA) ซึ่งช่วยลดภาระภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ ดังนี้

1. สินค้าที่ได้รับการยกเว้นหรือได้รับสิทธิพิเศษภาษีสูง

  • สินค้ากว่า 80% ของพิกัดศุลกากร 6 หลัก ได้รับการลดภาษีเหลือ 0% ภายในปี 2558-2561 ตามกลุ่มสินค้าและตารางเวลาการลดภาษี
  • สินค้ากลุ่มสำคัญที่ไทยได้รับประโยชน์ เช่น
    • เคมีภัณฑ์
    • ผลิตภัณฑ์พลาสติก
    • อัญมณีและเครื่องประดับ
    • ชิ้นส่วนยานยนต์
    • ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม
    • เฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ
    • เครื่องสำอาง
    • ผักและพืชประเภทถั่ว
    • อาหารปรุงแต่ง
    • ปลาซาร์ดีนกระป๋อง
    • น้ำผลไม้

2. สินค้าพิเศษ (Special Products) ที่ลดภาษีร้อยละ 20-50 ในปี 2556

  • น้ำมันปาล์มดิบ

  • น้ำมันปาล์มดิบสกัด
  • ชาดำ
  • กาแฟ
  • พริกไทย

3. สินค้าในกลุ่ม Highly Sensitive List (HSL)

  • อินเดียจะลดภาษีสินค้ากลุ่มนี้ภายในระยะเวลา 10 ปี เช่น
    • น้ำมันปาล์มดิบ (อัตราภาษี 37.5%)
    • น้ำมันปาล์มกลั่น (อัตราภาษี 45%)
    • พริกไทย (อัตราภาษี 50%)
    • ชาและกาแฟ (อัตราภาษี 45%)

4. สินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามข้อตกลง FTA ไทย-อินเดีย

  • มีรายการสินค้าจำนวน 82 รายการที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเต็มจำนวน เช่น
    • เครื่องปรับอากาศ
    • เครื่องประดับเพชรพลอย
    • อลูมิเนียมเจือ
    • เม็ดพลาสติก

5. สินค้าผลไม้บางประเภท

  • ผลไม้สดบางประเภทที่ส่งออกจากไทยไปอินเดียได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร
  • อย่างไรก็ตาม ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเมื่อถึงอินเดีย

สินค้าที่ไทยส่งออกไปอินเดียสามารถได้รับการยกเว้นหรือได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในข้อตกลง AIFTA และ TIFTA เช่น เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณี ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เครื่องสำอาง และผลไม้บางประเภท รวมถึงสินค้าพิเศษอย่างน้ำมันปาล์ม ชา กาแฟ และพริกไทยที่ได้รับการลดภาษีในอัตราต่าง ๆ ตามตารางเวลาที่กำหนด

กรุณากดติดต่อพนักงาน เพื่อขอใบเสนอราคา

บริการของเรา

SCIC: พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่คุณไว้วางใจ

นำเข้าและส่งออก

SCIC เชี่ยวชาญในการค้าไทย-อินเดีย โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอาเซียนเพื่อทำการตลาดสินค้าในระดับสากล และเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงกับตลาดโลก

นำเข้าและส่งออก

จัดส่งด่วน

SCIC ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ความปลอดภัย และความแม่นยำในทุกบริการของเรา เรารับรองว่าทุกขั้นตอนตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการส่งมอบจะราบรื่นและเป็นมืออาชีพ โดยให้การสนับสนุนที่ครอบคลุมเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจของคุณ

จัดส่งด่วน

ส่งสินค้า

SCIC เสริมศักยภาพธุรกิจของคุณด้วยโซลูชั่นการขนส่งและลอจิสติกส์ระหว่างประเทศที่ครอบคลุม โดยนำเสนอความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้า ทางอากาศ และทางทะเล เพื่อให้มั่นใจถึงการส่งมอบที่ราบรื่น รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจทุกขนาด

ส่งสินค้า

คลังสินค้า

SCIC เสริมศักยภาพธุรกิจของคุณด้วยโซลูชั่นการขนส่งและลอจิสติกส์ระหว่างประเทศที่ครอบคลุม โดยนำเสนอความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้า ทางอากาศ และทางทะเล เพื่อให้มั่นใจถึงการส่งมอบที่ราบรื่น รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจทุกขนาด

คลังสินค้า

การขนส่งทางอากาศ

SCIC เชี่ยวชาญในบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ โดยนำเสนอการขนส่งระหว่างประเทศที่รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพด้วยเครือข่ายระดับโลก เหมาะสำหรับสินค้าเร่งด่วน มีมูลค่าสูง หรือเน่าเสียง่าย เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดส่งที่ราบรื่นจากต้นทางไปยังปลายทาง

การขนส่งทางอากาศ

การขนส่งทางทะเล

SCIC เชี่ยวชาญในบริการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยให้บริการขนส่งระหว่างประเทศที่คุ้มต้นทุนสำหรับสินค้าปริมาณมากหรือขนาดใหญ่ ทำให้มั่นใจได้ถึงการจัดส่งที่เชื่อถือได้และเป็นมืออาชีพผ่านเครือข่ายทั่วโลกของเรา

การขนส่งทางทะเล

การตลาด

SCIC นำเสนอบริการทางการตลาดแบบครบวงจร โดยเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ออนไลน์ ออฟไลน์ และการกระจายสินค้า เพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ขยายธุรกิจในอินเดียผ่านการสร้างแบรนด์ การโฆษณา และโซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมโดยเฉพาะ

การตลาด

ช้อปปิ้ง

SCIC ให้บริการช้อปปิ้งระดับมืออาชีพที่ออกแบบมาเพื่อให้การซื้อสินค้าระหว่างประเทศราบรื่น รวดเร็ว และปลอดภัย เราจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่การสั่งซื้อไปจนถึงการจัดส่งที่ปลอดภัย คุณจึงสามารถซื้อสินค้าจากต่างประเทศได้อย่างง่ายดายและมั่นใจ

ช้อปปิ้ง

รีวิวจริงจากลูกค้า

"การที่ผมได้เดินทางมาดู ตลาดอินเดียในครั้งนี้ ผมได้มากับ SCIC แล้ว รู้สึกประทับใจมากๆ เลยครับ เพราะ SCIC เชี่ยวชาญมาก เปรียบเสมือนผมได้พระเจ้าพามาอินเดียเลยครับ"
"ตลาดอินเดีย นั้นใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก SCIC ช่วยเราทุกเรื่องจริงๆ จากไม่มีความมั่นใจ จนมั่นใจทั้งเรื่องการส่งออกสินค้ามาอินเดีย และการทำตลาดทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ครับ"
"เมื่อดิฉัน ได้ข้อมูลของตลาดอินเดีย จาก SCIC ข้อมูลที่ได้มานั้นครบถ้วนมากๆ ทั้งวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจในอินเดีย และแนวทางการดำเนินงานส่งออกมาอินเดีย ยอดเยี่ยมมากๆเลยค่ะ"
"กำลังซื้อของตลาดอินเดียมีสูงมาก แต่สินค้าที่ขายมีน้อย ถ้าเราส่งออกสินค้าไทยมาขาย มันตอบโจทย์สุดๆ SCIC นั้นมีความจริงใจในการช่วยเราทำธุรกิจครับ ประทับใจมากๆครับ"

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า
Scroll to Top