ส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษ: Air Freight หรือ Sea Freight แบบไหนคุ้มกว่า?
Key Takeaways: ส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษต้องรู้อะไร?
- ส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษ ควรเลือกวิธีขนส่งจากน้ำหนัก ปริมาตร ขนาดจริง ความเร่งด่วน และลักษณะสินค้า ไม่ควรดูเฉพาะราคาต่อกิโลกรัม
- Air Freight เหมาะกับของที่ยังสามารถขึ้นเครื่องได้ มี Deadline หรือมูลค่าสูง ส่วน Sea Freight เหมาะกับของหนัก หลายพาเลท หลาย CBM หรือ Oversized Cargo
- ของชิ้นใหญ่ทางอากาศอาจถูกคิดจาก Volumetric Weight ที่สูงกว่าน้ำหนักจริง ขณะที่ทางเรือต้องพิจารณา CBM, LCL หรือ FCL
- หากใช้ลังไม้หรือพาเลทไม้ Solid Wood ส่งเข้า Great Britain ควรตรวจมาตรฐาน ISPM 15 รวมถึง Customs, EORI และ Commodity Code ก่อนส่ง
ส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษ ทำอย่างไร?
การส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษสามารถใช้ Air Freight หรือ Sea Freight ได้ โดย Air Freight เหมาะกับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วและยังอยู่ในข้อจำกัดของเครื่องบิน ส่วน Sea Freight เหมาะกับของหนัก ปริมาตรสูง หลายพาเลท หรือ Oversized Cargo ก่อนขอราคาควรแจ้งน้ำหนัก ขนาด จำนวน Package และ UK Postcode ให้ครบ
คำว่า “ของชิ้นใหญ่” ในงาน Logistics ไม่ได้หมายถึงเพียงของที่ยกคนเดียวไม่ไหว แต่รวมถึงสินค้าที่มีขนาดหรือรูปทรงทำให้การขนส่งแบบพัสดุมาตรฐานไม่เหมาะสม
ตัวอย่างเช่น:
- เฟอร์นิเจอร์
- เครื่องจักร
- อะไหล่ขนาดใหญ่
- อุปกรณ์โรงงาน
- ตู้ โต๊ะ หรือชั้นวาง
- สินค้าหลายกล่องรวมกัน
- สินค้า Palletized
- อุปกรณ์ Exhibition
- ของใช้ย้ายบ้าน
- สินค้า Oversized หรือ Odd-shaped Cargo
สินค้าเหล่านี้ต้องดูทั้ง น้ำหนักจริง + พื้นที่ที่ใช้ + วิธี Handling เพราะต่อให้สินค้าไม่หนักมาก แต่ถ้ามีขนาดยาว กว้าง หรือสูงผิดมาตรฐาน ต้นทุนสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ของชิ้นใหญ่กับของหนักต่างกันอย่างไร?
ของหนัก คือสินค้าที่มี Gross Weight สูง ส่วน ของชิ้นใหญ่ หรือ Bulky Cargo อาจมีน้ำหนักไม่มากแต่กินพื้นที่สูง
ตัวอย่าง:
| สินค้า | ลักษณะ | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|
| เครื่องจักรโลหะ | หนักแต่ค่อนข้างกะทัดรัด | Actual Weight สูง |
| โซฟา | เบากว่าแต่ใช้พื้นที่มาก | Volume / CBM สูง |
| ตู้หรือเฟอร์นิเจอร์ | ใหญ่และรูปทรงไม่มาตรฐาน | Packaging + Handling |
| อะไหล่ยาว | น้ำหนักปานกลางแต่ยาว | Oversize Dimension |
| หลายพาเลท | น้ำหนักและ Volume สูง | ควรเทียบ Air กับ Sea |
ส่งของชิ้นใหญ่ทางอากาศได้ไหม?
ได้ หากขนาด น้ำหนัก และประเภทสินค้ายังอยู่ภายในข้อจำกัดของ Aircraft และ Air Cargo Handling ที่ใช้ใน Route นั้น
Air Freight เหมาะกับของชิ้นใหญ่ในกรณีที่:
- สินค้าต้องถึงเร็ว
- เป็นอะไหล่ Critical
- มูลค่าสินค้าสูง
- Volume ยังไม่สูงจนค่า Air Freight ไม่คุ้ม
- สินค้าไม่เกินข้อจำกัดความสูงหรือขนาดของ Aircraft
- ความเสียหายจากการรอสินค้าสูงกว่าค่า Freight
SCIC Group ระบุว่า Air Freight เหมาะกับสินค้าเร่งด่วน มูลค่าสูง และสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว โดยสามารถจัดการ International Cargo ผ่านเครือข่ายระหว่างประเทศได้
ทำไมของชิ้นใหญ่ส่ง Air Freight แล้วราคาอาจสูงมาก?
สาเหตุสำคัญคือ Air Cargo ไม่ได้คิดจาก Actual Weight อย่างเดียว
Actual Weight
น้ำหนักจริงที่ชั่งได้ เช่น 80 กิโลกรัม
Volumetric Weight
น้ำหนักที่คำนวณจากขนาดของ Shipment เพื่อสะท้อนพื้นที่ที่สินค้าใช้บนเครื่องบิน
Chargeable Weight
น้ำหนักที่ถูกนำไปคิด Freight ตามกฎของ Carrier หรือ Forwarder
ตัวอย่างเช่น ของชิ้นหนึ่งอาจหนักจริงเพียง 90 กิโลกรัม แต่บรรจุใน Crate ขนาดใหญ่มากจนมี Volumetric Weight 220 กิโลกรัม ค่า Air Freight สามารถถูกคำนวณจาก Chargeable Weight ที่สูงกว่าได้
เมื่อไรควรเลือก Sea Freight?
Sea Freight เหมาะกับการส่งของหนักไปยุโรปหรืออังกฤษเมื่อ Shipment มี Volume สูง หลายพาเลท เป็นเครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ หรือ Oversized Cargo และสามารถยอมรับ Lead Time ที่ยาวกว่าทางอากาศได้
SCIC Group ระบุ Sea Freight เป็นโซลูชันสำหรับ Large-volume และ Oversized Goods โดยเน้นความคุ้มค่าของการขนส่งสินค้าปริมาณมาก
Air Freight vs Sea Freight สำหรับของชิ้นใหญ่
| หัวข้อ | Air Freight | Sea Freight |
|---|---|---|
| ความเร็ว | เร็วกว่า | ช้ากว่า |
| ของหนัก | ต้นทุนสูงขึ้นเร็ว | เหมาะกว่าเมื่อ Weight สูง |
| ของปริมาตรใหญ่ | Volumetric Weight มีผลมาก | คิดจาก CBM / Container |
| Oversized Cargo | มีข้อจำกัด Aircraft | ยืดหยุ่นกว่า |
| งานเร่งด่วน | เหมาะกว่า | ไม่เหมาะถ้ามี Deadline สั้น |
| หลายพาเลท | ควรเทียบราคาเป็นรายงาน | มีโอกาสคุ้มกว่า |
ของหนักแค่ไหนถึงควรเริ่มเทียบ Sea Freight?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุก Shipment เพราะสินค้า 200 กิโลกรัมที่มีขนาดเล็ก กับสินค้า 200 กิโลกรัมที่กินพื้นที่ 4 CBM ให้ต้นทุนไม่เหมือนกัน
แนวทางที่ดีกว่าคือ เมื่อ Shipment เริ่มมี:
- หลายพาเลท
- น้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม
- หลาย CBM
- สินค้า Oversized
- Machinery
- Furniture
ควรให้ Freight Forwarder ทำ Quote ทั้ง Air และ Sea เพื่อดู Total Cost ก่อนตัดสินใจ
Sea Freight สำหรับของชิ้นใหญ่มี LCL และ FCL ต่างกันอย่างไร?
LCL — Less than Container Load
LCL คือการใช้พื้นที่ตู้คอนเทนเนอร์ร่วมกับ Shipment ของผู้ส่งรายอื่น เหมาะกับสินค้าที่มี Volume มากเกินกว่าจะส่งพัสดุ แต่ยังไม่มากพอสำหรับใช้ Container ทั้งตู้
ต้นทุนอาจประกอบด้วย:
- ค่าระวางเรือ
- CBM Charge
- Origin Handling
- Consolidation
- Documentation
- Destination Handling
- Deconsolidation
- Customs Clearance
- Final Delivery
FCL — Full Container Load
FCL คือการใช้ Container สำหรับ Shipment ของผู้ส่งรายเดียว เหมาะกับ Cargo ปริมาณมาก หรือเมื่อต้นทุนรวมของ LCL เริ่มเข้าใกล้ต้นทุนการใช้ Container ทั้งตู้
จุดเด่นคือควบคุมการจัดเรียงสินค้าได้มากขึ้นและลดการ Handling ร่วมกับ Cargo ของผู้ส่งรายอื่น
CBM คืออะไร?
CBM หรือ Cubic Meter เป็นหน่วยปริมาตรที่ใช้กันมากใน Sea Freight
คำนวณพื้นฐานจาก:
กว้าง (เมตร) × ยาว (เมตร) × สูง (เมตร)
ตัวอย่าง:
ลังขนาด 1.2 × 1.0 × 1.5 เมตร มีปริมาตรประมาณ 1.8 CBM
หากมี 4 ลังขนาดเดียวกัน จะมีปริมาตรรวมประมาณ 7.2 CBM ก่อนพิจารณากฎการคิด Charge อื่นของผู้ให้บริการ
ของชิ้นใหญ่ควรใช้พาเลทหรือลังไม้?
ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า รูปทรง น้ำหนัก ความเปราะบาง และวิธี Handling
Pallet
เหมาะกับกล่องหลายใบหรือสินค้าที่สามารถ Stack และเคลื่อนด้วย Forklift ได้
Wooden Crate
เหมาะกับเครื่องจักร อุปกรณ์เปราะบาง สินค้ามูลค่าสูง หรือของที่ต้องการ Protection มากกว่า
Skid
เหมาะกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์หนักที่ต้องการฐานรองแข็งแรงและสามารถยกด้วย Forklift ได้
หากใช้ Solid Wood Pallet, Crate หรือ Dunnage สำหรับส่งเข้า England, Scotland หรือ Wales ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม้ผ่านมาตรฐาน ISPM 15 และมี Mark ที่ถูกต้อง
ISPM 15 สำคัญกับการส่งของชิ้นใหญ่อย่างไร?
Great Britain กำหนดให้ Solid Wood Packaging Material ที่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นไปตาม ISPM 15
วัสดุที่อยู่ในขอบเขต เช่น:
- Wooden Crate
- Solid Wood Box
- Pallet
- Pallet Collar
- Dunnage
หากไม้ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน สามารถเกิดปัญหา เช่น:
- Border Hold
- Repacking
- Treatment
- ทำลาย Packaging
- Return Shipment
จึงควรตรวจเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนผลิตลัง ไม่ใช่หลังสินค้าแพ็กเสร็จแล้ว
ส่งเครื่องจักรไปอังกฤษต้องเตรียมข้อมูลอะไร?
สำหรับ Machinery ควรแจ้งข้อมูลมากกว่าพัสดุทั่วไป ได้แก่:
- Machine Description
- HS Code
- น้ำหนักสุทธิ
- Gross Weight หลังแพ็ก
- Dimensions หลังแพ็ก
- จุดยกสินค้า
- Center of Gravity หากจำเป็น
- มีน้ำมันหรือของเหลวตกค้างหรือไม่
- มี Battery หรือ Magnet หรือไม่
- ต้องใช้ Forklift หรือ Crane หรือไม่
- Declared Value
- Destination Address
ของชิ้นใหญ่ส่งถึงบ้านได้ไหม?
ทำได้ในหลายกรณี แต่ Door-to-Door สำหรับ Cargo ขนาดใหญ่ต้องตรวจ Site Condition ของปลายทางก่อน
เพราะคำว่า “ถึงบ้าน” สำหรับกล่อง 10 กิโล กับเครื่องจักร 500 กิโลไม่ใช่งาน Delivery แบบเดียวกัน
ควรแจ้งว่า:
- เป็น Residential หรือ Commercial Address
- รถใหญ่เข้าถึงได้หรือไม่
- มี Loading Bay หรือไม่
- มี Forklift หรือไม่
- ต้องใช้ Tail Lift หรือไม่
- ต้องขนขึ้นชั้นหรือไม่
- มีข้อจำกัดเวลาเข้าพื้นที่หรือไม่
หากไม่แจ้งตั้งแต่ก่อน Quote อาจมี Additional Delivery Charge หลัง Cargo ถึงปลายทาง
ส่งของหนักไปยุโรปควรคิดราคาจากอะไร?
อย่าเปรียบเทียบเพียง “บาทต่อกิโล” เพราะ Heavy Cargo มีต้นทุนหลายชั้น
| ต้นทุน | สิ่งที่ต้องตรวจ |
|---|---|
| Pickup | รถทั่วไปหรือรถบรรทุก/Crane |
| Packing | Pallet, Crate, Skid |
| Origin Handling | Forklift / Warehouse |
| International Freight | Air / LCL / FCL |
| Customs | Duty, VAT, Clearance |
| Destination Handling | Terminal / Warehouse Charges |
| Final Delivery | Truck, Tail Lift, Crane |
ภาษีของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษคิดต่างจากของเล็กหรือไม่?
หลักการ Customs ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสินค้า “ใหญ่” หรือ “เล็ก” แต่ขึ้นกับประเภทสินค้า Commodity Code, Customs Value, Origin และลักษณะ Import
สำหรับ Great Britain สินค้าที่มีมูลค่ามากกว่า £135 โดยทั่วไปอาจเกี่ยวข้องกับ Import VAT และ Customs Duty ตามกฎที่ใช้กับสินค้านั้น
สินค้า Commercial Cargo ขนาดใหญ่จึงควรคำนวณ Landed Cost โดยใช้ HS/Commodity Code ที่ถูกต้อง ไม่ควรใช้ Threshold พัสดุ Low-value เป็นตัววางแผนหลัก
ธุรกิจ UK ต้องมี EORI หรือไม่?
หากเป็น Commercial Import เข้า England, Scotland หรือ Wales ธุรกิจผู้นำเข้าโดยทั่วไปต้องตรวจว่าต้องใช้ GB EORI หรือไม่ และต้องมีข้อมูลสำหรับ Customs Declaration
นอกจากนี้ Commodity Code ยังใช้ระบุ Duty Rate และตรวจว่าสินค้าต้องมี Licence หรือ Certificate เพิ่มหรือไม่
เอกสารของ Commercial Cargo ควรมีอะไร?
Commercial Invoice
ระบุผู้ขาย ผู้ซื้อ รายละเอียดสินค้า จำนวน Unit Price, Total Value, Currency, Country of Origin และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
Packing List
สำคัญมากสำหรับ Heavy Cargo เพราะควรระบุ Package Number, Gross Weight, Net Weight และ Dimensions แยกเป็นรายการ
HS / Commodity Code
ใช้สำหรับ Customs Classification
Transport Document
Air Freight ใช้เอกสารขนส่งทางอากาศ ส่วน Sea Freight ใช้เอกสารทางทะเล เช่น Bill of Lading ตามโครงสร้าง Shipment
Certificate / Licence
ขึ้นอยู่กับสินค้า เช่น Food, Chemical, Machinery บางประเภท หรือสินค้าควบคุม
ส่งเฟอร์นิเจอร์ไปอังกฤษควรเลือกทางไหน?
เฟอร์นิเจอร์เป็นตัวอย่างที่ดีของสินค้าที่ Volume มีผลมากกว่าน้ำหนัก
โซฟา โต๊ะ ตู้ หรือเตียงอาจไม่ได้หนักมาก แต่กินพื้นที่สูง ทำให้ Air Freight มี Volumetric Weight สูง
หากไม่เร่งด่วน Sea Freight จึงมักเป็นตัวเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบ โดยเฉพาะเมื่อส่งหลายชิ้นหรือเป็นการย้ายบ้าน
ส่งของย้ายบ้านไปอังกฤษต้องเสียภาษีเหมือน Commercial Cargo หรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
หากเป็นการย้ายถิ่นฐานจริงและนำ Personal Belongings ของตนเองเข้า UK ผู้ย้ายอาจมีสิทธิ์ยื่น Transfer of Residence Relief หรือ ToR เพื่อลดหรือยกเว้น Customs Charges ภายใต้เงื่อนไขของ HMRC
โดยหลักผู้ขอต้องเข้าเงื่อนไข เช่น:
- ย้าย Normal Residence มา UK
- เคยอาศัยนอก UK ตามระยะเวลาที่กำหนด
- สินค้าเป็นของใช้ส่วนบุคคลหรือ Household Effects
- มีและใช้สินค้าตามระยะเวลาที่กำหนดก่อนย้าย
- ต้องยื่น ToR1 และได้รับ Reference ก่อนนำเข้าในกรณีที่เกี่ยวข้อง
หากเป็นสินค้าซื้อใหม่เพื่อจำหน่าย ไม่สามารถใช้ ToR Relief แบบเดียวกับ Personal Belongings ได้
ส่งของหนักไปยุโรปกับส่งไปอังกฤษต่างกันหรือไม่?
ต่างกันในเรื่อง Customs และ VAT
UK ไม่ได้อยู่ใน EU Customs/VAT framework เดียวกับ Germany, France, Netherlands หรือประเทศสมาชิก EU อื่นแล้ว
ดังนั้น Shipment หนึ่งไป Birmingham และอีก Shipment ไป Paris แม้จะออกจากไทยเหมือนกันและใช้ Sea Freight เหมือนกัน ก็ไม่ควรใช้ Tax Logic เดียวกันทั้งหมด
ของชิ้นใหญ่ควรซื้อ Cargo Insurance ไหม?
ควรประเมินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ:
- เครื่องจักร
- สินค้า High-value
- สินค้าที่แตกหักง่าย
- เฟอร์นิเจอร์มูลค่าสูง
- Shipment ที่ต้องเปลี่ยนมือหลายครั้ง
ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียง “ของหาย” แต่รวมถึง Impact, Vibration, Moisture, Loading/Unloading และ Forklift Damage
Packaging สำหรับ Heavy Cargo ควรคิดอย่างไร?
ป้องกันน้ำหนักกดทับ
กล่องทั่วไปอาจไม่เหมาะกับสินค้าน้ำหนักสูง ต้องดู Compressive Strength ของ Packaging
ล็อกสินค้าไม่ให้เคลื่อน
Machinery ควรถูกยึดกับ Skid หรือ Base อย่างมั่นคงเพื่อลด Movement ระหว่างขนส่ง
ป้องกันความชื้น
Sea Freight ต้องพิจารณา Humidity, Condensation และระยะเวลาที่อยู่ใน Container
ระบุ Handling Mark
เช่น Center of Gravity, Forklift Point, This Side Up หรือ Sling Point ตามความเหมาะสมของ Cargo
ส่งของชิ้นใหญ่ที่แตกหักง่ายต้องทำอย่างไร?
ควรแจ้งตั้งแต่ก่อน Quote ว่าสินค้าเป็น Fragile Cargo เพราะอาจต้อง:
- ทำ Custom Crate
- เพิ่ม Foam / Shock Absorption
- ใช้ Shock Indicator
- จำกัดการ Stack
- กำหนด Handling Instruction
- เพิ่ม Cargo Insurance
Checklist ขอราคาส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษ
- ชื่อสินค้า
- Personal หรือ Commercial
- จำนวนชิ้น
- จำนวนกล่อง / Pallet / Crate
- Gross Weight ต่อ Package
- กว้าง × ยาว × สูง ต่อ Package
- Total CBM หากทราบ
- Declared Value
- HS Code หากทราบ
- Country of Origin
- สินค้าเป็น Fragile / DG / Battery / Liquid หรือไม่
- ต้นทางรับของที่ไหน
- UK Postcode ปลายทาง
- ปลายทางมี Forklift หรือ Loading Bay หรือไม่
- ต้องการ Door to Door หรือ Port/Airport Service
- Cargo Ready Date
- Required Delivery Date
ตัวอย่างข้อความขอ Quote ของหนัก
ตัวอย่าง:
ต้องการส่งเครื่องจักรจากกรุงเทพฯ ไป Manchester, UK จำนวน 1 Wooden Crate ขนาด 180 × 120 × 150 ซม. Gross Weight 620 กก. มูลค่าสินค้า 450,000 บาท ไม่มี Battery หรือ Liquid ปลายทางเป็นโรงงาน มี Forklift ต้องการเปรียบเทียบ Air Freight และ Sea Freight Door to Door พร้อม Customs และ Estimated Transit Time
ข้อมูลนี้ช่วยให้ Forwarder ทำ Quote ได้แม่นกว่าการถามเพียงว่า “ส่งเครื่องจักร 620 กก. ไปอังกฤษราคาเท่าไหร่?”
ก่อนเลือก Quote ควรเปรียบเทียบอะไร?
| หัวข้อ | สิ่งที่ต้องตรวจ |
|---|---|
| Freight Mode | Air / LCL / FCL |
| Chargeable Basis | Kg / Volume / CBM |
| Packing | รวม Pallet/Crate หรือไม่ |
| Pickup | รวมรถและอุปกรณ์ยกหรือไม่ |
| Customs | ใครทำและใครจ่าย Duty/VAT |
| Destination Charges | รวม Terminal/Handling หรือไม่ |
| Final Delivery | รวม Tail Lift/Forklift หรือไม่ |
| Insurance | Coverage เท่าไร |
SCIC Group ช่วยส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษอย่างไร?
SCIC Group ให้บริการ International Cargo ทั้ง Air Freight และ Sea Freight โดยหน้า Thailand to UK/Europe Cargo ระบุ Air Freight สำหรับงานที่ต้องการความรวดเร็ว และ Sea Freight สำหรับสินค้าปริมาณมากหรือ Oversized Goods
สำหรับ Commercial Cargo สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการ Cargo ไทยไปอังกฤษและยุโรปของ SCIC Group
หากเป็นพัสดุหรือสินค้าที่อยู่ใน Scope ของบริการ Door to Door สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมที่ บริการส่งพัสดุไทยไปอังกฤษ Door to Door
สรุป: ส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษ ทางอากาศหรือทางเรือดีกว่า?
หากของชิ้นใหญ่ต้องถึงเร็ว มีมูลค่าสูง หรือการรอสินค้าสร้างต้นทุนธุรกิจสูง ควรประเมิน Air Freight แต่ถ้าสินค้าหนัก หลายพาเลท หลาย CBM หรือเป็น Oversized Cargo และสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ Sea Freight มักเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า
อย่าตัดสินจาก Rate ต่อกิโลเพียงอย่างเดียว เพราะ Heavy Cargo ต้องคิด Packing, Handling, CBM, Customs, Destination Charges, Equipment และ Final Delivery รวมกัน
ก่อนขอราคา เตรียม รูปสินค้า น้ำหนัก ขนาด จำนวน Package มูลค่า UK Postcode และ Site Condition ปลายทาง แล้วให้ SCIC Group เปรียบเทียบ Air Freight, LCL, FCL หรือ Door-to-Door Solution ที่เหมาะกับ Shipment จริง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษ
1. ส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษควรส่งทางอากาศหรือทางเรือ?
ตอบ: หากสินค้าต้องถึงเร็ว มีมูลค่าสูง หรือมีต้นทุนจากการรอสูง ควรประเมิน Air Freight แต่ถ้าสินค้าหนัก หลายพาเลท หลาย CBM หรือเป็น Oversized Cargo และสามารถรอได้ Sea Freight มักคุ้มกว่า ควรขอ Quote ทั้งสองวิธีจากขนาดและน้ำหนักจริงก่อนตัดสินใจ
2. ส่งของหนักไปอังกฤษคิดราคาจากน้ำหนักอย่างเดียวหรือไม่?
ตอบ: ไม่ใช่ ทางอากาศอาจพิจารณาทั้ง Actual Weight และ Volumetric Weight เพื่อหา Chargeable Weight ส่วน Sea Freight อาจคิดจาก CBM, Weight, LCL หรือ Container ดังนั้นควรแจ้งทั้งน้ำหนักและขนาดของทุก Package ก่อนขอราคา
3. ส่งเครื่องจักรหรือเฟอร์นิเจอร์ไปอังกฤษได้ไหม?
ตอบ: ได้ในหลายกรณี โดยต้องตรวจน้ำหนัก ขนาด Packaging วิธี Handling และข้อกำหนด Customs หากเป็น Machinery ควรแจ้ง HS Code น้ำหนักหลังแพ็ก ขนาด Crate และว่าต้องใช้ Forklift หรือ Crane หรือไม่ ส่วน Furniture ที่มี Volume สูงมักควรเปรียบเทียบ Sea Freight เพิ่มเติม
4. ลังไม้หรือพาเลทไม้ส่งเข้าอังกฤษต้องมี ISPM 15 ไหม?
ตอบ: Solid Wood Packaging ที่นำเข้า Great Britain จากต่างประเทศต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ISPM 15 ตามกฎที่เกี่ยวข้อง เช่น Wooden Crate, Solid Wood Pallet และ Dunnage จึงควรตรวจให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนแพ็กสินค้าเพื่อป้องกันปัญหาที่ด่านปลายทาง
5. ต้องเตรียมอะไรเพื่อขอราคาส่งของชิ้นใหญ่ไปอังกฤษ?
ตอบ: ควรเตรียมรูปสินค้า จำนวน Package น้ำหนัก Gross Weight ขนาดกว้าง × ยาว × สูง มูลค่า HS Code หากมี UK Postcode และข้อมูลว่าปลายทางมี Forklift หรือ Loading Bay หรือไม่ หากเป็นของ Fragile, Battery, Liquid หรือ Dangerous Goods ควรแจ้งตั้งแต่ก่อนขอ Quote


