ส่งของไปยุโรปจากไทย ปี 2026: ค่าส่ง ภาษี วิธีส่ง และสิ่งที่ต้องรู้

ส่งของไปยุโรป

Key Takeaways: สิ่งที่ควรรู้ก่อนส่งของไปยุโรป

  • ส่งของไปยุโรปจากไทย สามารถเลือกได้ตั้งแต่พัสดุระหว่างประเทศ Air Freight ไปจนถึง LCL และ FCL ทางเรือ โดยวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ปริมาตร ประเภทสินค้า งบประมาณ และเวลาที่ต้องการ
  • ค่าส่งไม่ได้คิดจากน้ำหนักจริงเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการขนส่งทางอากาศ อาจใช้น้ำหนักปริมาตร หรือ Volumetric Weight หากกล่องมีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา
  • สินค้าที่เข้าสหภาพยุโรป หรือ EU ต้องพิจารณา VAT, Customs Duty, HS Code และข้อกำหนดเฉพาะของสินค้า โดยกฎสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2026
  • หากต้องการลดความซับซ้อนเรื่องขนส่ง ศุลกากร และการจัดส่งปลายทาง ควรพิจารณาบริการ Door to Door และกำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนส่งว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีนำเข้า

ส่งของไปยุโรปจากไทย ทำอย่างไร?

การส่งของไปยุโรปจากไทยสามารถทำได้ผ่านพัสดุระหว่างประเทศ Air Freight หรือ Sea Freight โดยควรเลือกจากน้ำหนักและขนาดสินค้า ความเร่งด่วน ประเทศปลายทาง และเงื่อนไขภาษี ผู้ส่งควรเตรียมรายละเอียดสินค้า มูลค่า HS Code และเอกสารศุลกากรให้ครบ เพื่อลดความเสี่ยงต่อค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือความล่าช้าที่ปลายทาง

สำหรับบุคคลทั่วไป การส่งของไปยุโรปอาจหมายถึงการส่งเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ของฝาก หรือสินค้าเพียงไม่กี่กล่อง แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจ คำว่า “ส่งของจากไทยไปยุโรป” อาจหมายถึงการส่งตัวอย่างสินค้า พัสดุ e-commerce หลายสิบกล่อง อะไหล่สำหรับโรงงาน สินค้าหลายพาเลท หรือแม้กระทั่งตู้คอนเทนเนอร์เต็มตู้

ดังนั้นจึงไม่มีรูปแบบการขนส่งเพียงวิธีเดียวที่เหมาะกับทุก Shipment สิ่งสำคัญคือการประเมินให้ครบทั้ง Cost, Speed, Cargo Type, Customs Requirement และ Final Delivery ก่อนตัดสินใจ

ส่งของไปยุโรปมีกี่วิธี?

โดยทั่วไป การส่งของจากไทยไปยุโรปสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ Express หรือ Parcel, Air Freight และ Sea Freight

วิธีขนส่ง ความเร็ว เหมาะกับ จุดเด่น
Express / Parcel เร็ว เอกสาร ตัวอย่างสินค้า กล่องขนาดเล็ก สะดวก เหมาะกับ Door to Door
Air Freight เร็วถึงปานกลาง สินค้าหลายกล่อง Cargo สินค้ามูลค่าสูง รวดเร็ว รองรับ Shipment เชิงพาณิชย์
Sea Freight ปานกลางถึงช้า ของหนัก พาเลท สินค้าปริมาณมาก ต้นทุนต่อหน่วยมักคุ้มกว่าเมื่อปริมาณเพิ่มขึ้น

หมายเหตุ: ระยะเวลาขนส่งจริงขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง เส้นทาง Flight หรือ Vessel Schedule ขั้นตอน Customs Clearance ประเภทสินค้า และ Last-mile Delivery จึงควรตรวจสอบ Transit Time ของ Shipment จริงก่อนตัดสินใจ

1. ส่งพัสดุไปยุโรปแบบ Express / Parcel

การส่งแบบ Express หรือ Parcel เหมาะกับบุคคลทั่วไป ร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่ต้องการส่งสินค้าในปริมาณไม่มาก เช่น เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว เอกสาร ตัวอย่างสินค้า อะไหล่ขนาดเล็ก หรือสินค้า e-commerce

ข้อดีของบริการประเภทนี้คือสามารถจัดส่งแบบ Door to Door ได้ง่าย และมีขั้นตอนน้อยกว่าการจัดส่ง Cargo ขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรพิจารณาเฉพาะ “ราคาต่อกิโลกรัม” เพราะกล่องที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบาอาจถูกคิดราคาจาก น้ำหนักปริมาตร แทนน้ำหนักจริง

2. Air Freight จากไทยไปยุโรป

หากธุรกิจต้องส่งสินค้ามากกว่าพัสดุทั่วไป แต่ยังให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว Air Freight เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

Air Freight เหมาะกับสินค้าประเภทต่าง ๆ เช่น สินค้ามูลค่าสูง ตัวอย่างสินค้า อะไหล่ เครื่องมือ สินค้าที่มี Deadline สินค้าแฟชั่นตามฤดูกาล หรือสินค้าที่ต้องรีบเติม Stock

ข้อได้เปรียบหลักคือ Lead Time ต่ำกว่าการขนส่งทางเรืออย่างมาก อย่างไรก็ตาม ต้นทุนมักสูงกว่า Sea Freight ดังนั้นธุรกิจไม่ควรดูเพียง Freight Cost แต่ควรพิจารณา Total Landed Cost รวมถึงต้นทุนจากการขาด Stock หรือความเสียหายจากการส่งมอบล่าช้าด้วย

3. Sea Freight จากไทยไปยุโรป

เมื่อ Shipment มีน้ำหนักมาก ปริมาตรสูง หรือไม่ต้องการส่งด่วน การขนส่งทางเรือมักมีความคุ้มค่ามากกว่า โดยสามารถแบ่งเป็น LCL และ FCL

LCL — Less than Container Load

LCL เหมาะกับผู้ส่งที่มีสินค้าไม่มากพอที่จะใช้ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ สินค้าของผู้ส่งหลายรายจะถูก Consolidate และใช้พื้นที่ภายในตู้ร่วมกัน

LCL เหมาะกับ SME สินค้าหลายกล่อง Cargo หลาย CBM และสินค้าบนพาเลทที่ไม่เร่งด่วนมาก

FCL — Full Container Load

FCL คือการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้สำหรับ Shipment เดียว เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก ธุรกิจที่ส่งออกเป็นประจำ หรือ Shipment ที่ต้องการควบคุมการบรรจุภายในตู้ได้มากขึ้น

เมื่อปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น ควรเปรียบเทียบ Total LCL Cost กับ FCL Cost ไม่ควรตัดสินจากค่า Freight ต่อ CBM เพียงรายการเดียว เนื่องจาก LCL อาจมีค่า Consolidation, Handling และ Destination Charge เพิ่มเติม

ส่ง Air Freight หรือ Sea Freight แบบไหนดีกว่า?

เลือก Air Freight หากสินค้าต้องถึงปลายทางเร็ว มีมูลค่าสูง ต้องรีบเติม Stock หรือความเสียหายจากความล่าช้ามีมูลค่าสูงกว่าส่วนต่างค่าขนส่ง

เลือก Sea Freight หากสินค้ามีน้ำหนักหรือปริมาตรมาก สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ และต้องการลด Logistics Cost ต่อหน่วย

สำหรับธุรกิจที่มีการส่งออกเป็นประจำ อาจใช้ทั้งสองรูปแบบร่วมกัน เช่น ใช้ Sea Freight สำหรับ Stock หลัก และ Air Freight สำหรับสินค้าเร่งด่วนหรือสินค้าที่ต้องเติม Inventory ระหว่างรอ Shipment ทางเรือ

ค่าส่งของไปยุโรปคิดอย่างไร?

คำค้นอย่าง “ค่าส่งพัสดุไปต่างประเทศ ยุโรป” ไม่มีราคากลางเพียงราคาเดียว เนื่องจากต้นทุนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

1. ประเทศและเมืองปลายทาง

การส่งสินค้าไปเมืองหลักในยุโรปกับพื้นที่ห่างไกลหรือ Remote Area อาจมีต้นทุนแตกต่างกัน แม้จะเป็นประเทศเดียวกันก็ตาม

2. น้ำหนักจริง

น้ำหนักมีผลโดยตรงต่อ Freight Charge และแต่ละบริการอาจมี Weight Break หรือระดับราคาที่แตกต่างกัน

3. ขนาดกล่อง

การขนส่งทางอากาศต้องคำนึงถึงพื้นที่ภายในเครื่องบิน ดังนั้นกล่องที่ใหญ่แต่เบาอาจถูกคิดจาก Volumetric Weight แทนน้ำหนักจริง

4. ประเภทสินค้า

สินค้าทั่วไป อาหาร เครื่องสำอาง ของเหลว แบตเตอรี่ สารเคมี หรือ Dangerous Goods มีข้อกำหนดในการรับขนส่งแตกต่างกัน และอาจมีค่าดำเนินการเพิ่มเติม

5. รูปแบบบริการ

Airport-to-Airport, Port-to-Port และ Door-to-Door มีขอบเขตบริการไม่เท่ากัน ดังนั้นราคาก็แตกต่างกันตามไปด้วย

6. ภาษีและค่าใช้จ่ายปลายทาง

ควรตรวจสอบให้ชัดว่า Quote รวม Import Duty, VAT, Customs Clearance, Destination Charge และ Last-mile Delivery แล้วหรือไม่ เพราะ Freight Price ที่ดูต่ำที่สุดอาจไม่ได้หมายถึง Total Landed Cost ที่ต่ำที่สุด

น้ำหนักจริงกับ Volumetric Weight ต่างกันอย่างไร?

Actual Weight คือ น้ำหนักที่ชั่งได้จริง ส่วน Volumetric Weight คือ น้ำหนักที่คำนวณจากพื้นที่หรือปริมาตรที่สินค้าใช้ในการขนส่ง

ตัวอย่างเช่น สินค้าอาจหนักจริงเพียง 10 กิโลกรัม แต่หากบรรจุในกล่องขนาดใหญ่มาก ระบบอาจคำนวณ Chargeable Weight สูงกว่า 10 กิโลกรัม

ดังนั้นก่อนขอราคาส่งของไปยุโรป ควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อย ได้แก่ จำนวนกล่อง น้ำหนักต่อกล่อง และขนาดกว้าง × ยาว × สูง เพื่อให้บริษัทขนส่งสามารถประเมินราคาได้แม่นยำ

ส่งของไป EU ปี 2026 ต้องเสียภาษีหรือไม่?

สินค้านำเข้าสู่สหภาพยุโรปอาจเกี่ยวข้องกับ Import VAT, Customs Duty และค่าใช้จ่ายด้านศุลกากร โดยอัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า HS Code มูลค่า ประเทศปลายทาง และรูปแบบการนำเข้า

ตั้งแต่ปี 2021 สหภาพยุโรปได้ยกเลิก VAT exemption สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ ทำให้สินค้านำเข้าเชิงพาณิชย์โดยทั่วไปอยู่ภายใต้ระบบ VAT แม้ว่าสินค้าจะมีมูลค่าต่ำก็ตาม

สำหรับปี 2026 ยังมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกี่ยวกับ Low-value Imports ที่ผู้ประกอบการ e-commerce และผู้ที่ส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศสมาชิก EU ควรตรวจสอบก่อนคำนวณต้นทุน

กฎสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของ EU ที่เปลี่ยนในปี 2026

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 สหภาพยุโรปเริ่มใช้มาตรการชั่วคราวเกี่ยวกับ Customs Duty สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำที่เข้าเงื่อนไข โดยมีการเรียกเก็บอากรในรูปแบบ €3 ต่อรายการสินค้า สำหรับ Shipment บางประเภทที่อยู่ภายใต้ระบบดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะต่อธุรกิจ Cross-border e-commerce ที่จำหน่ายสินค้าจากประเทศนอก EU ไปยังผู้บริโภคในสหภาพยุโรป

ดังนั้นข้อมูลเก่าที่ระบุว่า “สินค้ามูลค่าต่ำกว่า €150 ไม่เสียอากรศุลกากร” ไม่ควรถูกนำมาใช้แบบเหมารวมสำหรับ Shipment ที่เข้าสหภาพยุโรปในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 อีกต่อไป

ก่อนส่งสินค้า ควรประเมินทั้ง Import VAT, Customs Duty, HS Code และวิธีการ Customs Clearance ของประเทศปลายทาง เพื่อให้เห็นต้นทุนจริงก่อนขายหรือก่อนจัดส่งสินค้า

IOSS คืออะไร?

IOSS หรือ Import One-Stop Shop เป็นระบบของสหภาพยุโรปที่ออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการ VAT สำหรับการขายสินค้าจากประเทศนอก EU ไปยังผู้บริโภคใน EU ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าไม่เกิน €150

การใช้ IOSS อย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดเก็บ VAT ตั้งแต่ขั้นตอนการขาย ทำให้ผู้ซื้อมีโอกาสเห็นต้นทุนที่ชัดเจนมากขึ้น และลดปัญหาการถูกเรียกเก็บ VAT เพิ่มเติมเมื่อสินค้าถึงปลายทาง

อย่างไรก็ตาม IOSS ไม่ได้ใช้กับ Shipment ทุกประเภท และไม่ควรตีความว่า “ส่งสินค้าไปยุโรปทุกครั้งต้องใช้ IOSS”

ธุรกิจควรพิจารณาตามรูปแบบการขาย มูลค่าสินค้า ผู้รับสินค้า Importer of Record ประเทศปลายทาง Incoterms และวิธี Customs Clearance ของ Shipment นั้น

DDP กับ DAP ต่างกันอย่างไร?

หนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายและประสบการณ์ของผู้รับปลายทางคือการกำหนด Incoterm หรือขอบเขตความรับผิดชอบในการจัดส่ง

DDP — Delivered Duty Paid

ภายใต้โครงสร้าง DDP ผู้ขายหรือผู้ส่งมีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและภาระตามขอบเขตที่ตกลงจนถึงปลายทาง รวมถึงการจัดการ Import Duties และ Taxes ตามเงื่อนไขของ Shipment

ข้อดีคือผู้ซื้อสามารถเห็นต้นทุนได้ชัดเจนขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดก่อนรับสินค้า

DAP — Delivered at Place

ภายใต้ DAP ผู้ขายรับผิดชอบการจัดส่งสินค้าไปยังสถานที่ปลายทางที่ตกลง แต่ Import Clearance รวมถึง Import Duty และ VAT โดยทั่วไปจะเป็นความรับผิดชอบของผู้ซื้อหรือผู้รับสินค้า

สำหรับธุรกิจ e-commerce ความแตกต่างระหว่าง DDP และ DAP มีผลต่อ Customer Experience โดยตรง เนื่องจากลูกค้าที่เข้าใจว่าชำระเงินครบแล้วอาจไม่พอใจหากต้องจ่ายภาษีหรือค่าดำเนินการเพิ่มก่อนรับสินค้า

ข้อควรระวัง: ก่อนเลือกบริการที่ระบุว่า DDP ควรตรวจสอบรายละเอียด Quote ว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายการใดบ้าง ไม่ควรพิจารณาจากคำว่า DDP เพียงอย่างเดียว

เอกสารที่ต้องใช้ส่งของจากไทยไปยุโรป

เอกสารที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ประเทศปลายทาง มูลค่า และลักษณะของ Shipment แต่สำหรับ Commercial Cargo โดยทั่วไปควรเตรียมเอกสารและข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้

Commercial Invoice

Commercial Invoice ใช้ระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น ชื่อสินค้า จำนวนสินค้า ราคาต่อหน่วย มูลค่ารวม ผู้ขาย ผู้ซื้อ และรายละเอียดของ Transaction

ควรใช้คำอธิบายสินค้าที่เฉพาะเจาะจง ไม่ควรระบุเพียงคำกว้าง ๆ เช่น “Sample”, “Parts”, “Accessories” หรือ “Gift” หากสามารถอธิบายประเภทสินค้าได้ชัดเจนกว่า

Packing List

Packing List ใช้แสดงรายละเอียดการบรรจุสินค้า เช่น จำนวนกล่อง จำนวนชิ้น น้ำหนัก น้ำหนักรวม และขนาดของแต่ละ Package

Air Waybill หรือ Bill of Lading

เอกสารการขนส่งจะแตกต่างกันตาม Mode โดย Air Freight ใช้ Air Waybill ขณะที่ Sea Freight ใช้ Bill of Lading หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล

HS Code

HS Code เป็นรหัสจำแนกสินค้าในระบบศุลกากร และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการประเมินอัตรา Customs Duty รวมถึงข้อจำกัดหรือมาตรการทางการค้าที่อาจเกี่ยวข้อง

หากต้องการทำความเข้าใจเรื่องรหัสสินค้าเพิ่มเติม สามารถอ่าน คู่มือ HS Code และพิกัดศุลกากรของ SCIC Group เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนจัดส่งสินค้า

Certificate และ Permit

สินค้าบางประเภทอาจต้องใช้ Certificate ใบอนุญาต เอกสารรับรอง หรือ Registration เพิ่มเติม โดยเฉพาะอาหาร ยา เครื่องสำอาง สินค้าจากสัตว์ พืช สารเคมี และสินค้าเฉพาะทาง

ของอะไรที่ควรตรวจสอบก่อนส่งไปยุโรป?

ไม่ควรใช้ Checklist “ของต้องห้าม” เพียงชุดเดียวกับทุกประเทศ เพราะข้อกำหนดของแต่ละประเทศในยุโรปและแต่ละประเภทสินค้าสามารถแตกต่างกันได้

กลุ่มสินค้าที่ควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม ได้แก่

  • อาหารและเครื่องดื่ม
  • เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อ
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนม
  • ยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์
  • อาหารเสริม
  • เครื่องสำอาง
  • ของเหลว
  • สารเคมี
  • แบตเตอรี่
  • Dangerous Goods
  • พืช เมล็ดพันธุ์ และผลิตภัณฑ์จากพืช
  • สินค้าจากสัตว์
  • สินค้าแบรนด์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา

EU มีมาตรการควบคุมสินค้าอาหารบางประเภท โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์จากสัตว์จากประเทศนอก EU นอกจากนี้ สินค้าเชิงพาณิชย์บางประเภทอาจต้องมี Certificate หรือผ่านกระบวนการ Border Control ตามที่กำหนด

สินค้าปลอมและสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นอีกกลุ่มที่ศุลกากรยุโรปให้ความสำคัญในการตรวจสอบ

ดังนั้น ก่อนส่งอาหาร เครื่องสำอาง ยา สารเคมี หรือสินค้าที่มีข้อกำหนดเฉพาะ ควรส่งรายละเอียดสินค้าให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ตรวจสอบก่อนรับงาน

Checklist ก่อนขอราคาส่งของไปยุโรป

หากต้องการให้บริษัทขนส่งประเมินราคาได้แม่นยำ ควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้ให้ครบตั้งแต่ต้น

  1. ประเทศปลายทาง
  2. เมืองและ Postal Code ปลายทาง
  3. รายละเอียดสินค้าที่ชัดเจน
  4. จำนวนกล่องหรือจำนวนพาเลท
  5. น้ำหนักต่อกล่อง
  6. ขนาด กว้าง × ยาว × สูง ของแต่ละ Package
  7. มูลค่าสินค้า
  8. Commercial Shipment หรือ Personal Shipment
  9. ต้องการส่งทาง Air Freight หรือ Sea Freight
  10. ต้องการ Door to Door หรือ Port/Airport Service
  11. ต้องการให้ผู้ส่งหรือผู้รับรับผิดชอบ Import Duty และ VAT
  12. สินค้ามีแบตเตอรี่ ของเหลว อาหาร หรือสารเคมีหรือไม่
  13. วันที่ต้องการให้สินค้าถึงปลายทาง

ยิ่งข้อมูล Shipment ครบตั้งแต่ต้น Quote ที่ได้รับก็จะยิ่งมีความแม่นยำ และสามารถเปรียบเทียบวิธีการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่งของไปอังกฤษกับส่งของไป EU เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกันทั้งหมด เนื่องจากสหราชอาณาจักรไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปแล้ว ดังนั้นระบบศุลกากร VAT และข้อกำหนดการนำเข้าของ UK ต้องพิจารณาแยกจากกฎของ EU

คำว่า “ส่งของไปยุโรป” ในการค้นหาทั่วไปอาจรวมทั้งอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และประเทศอื่น ๆ แต่ในทาง Customs และ Tax ไม่สามารถใช้กฎชุดเดียวกันกับทุกประเทศได้

หากปลายทางคือสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริการส่งของจากไทยไปอังกฤษและยุโรปของ SCIC Group ซึ่งรองรับทั้งพัสดุและ Cargo รวมถึงการประเมินรูปแบบบริการ Door to Door ตามลักษณะของ Shipment

บุคคลทั่วไปส่งของไปยุโรปควรเลือกวิธีไหน?

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการส่งเสื้อผ้า ของใช้ ของฝาก หรือของส่วนตัวเพียงไม่กี่กล่อง ความสะดวกและต้นทุนรวมแบบ Door to Door มักสำคัญกว่าการเลือก Freight Rate ที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว

ก่อนตัดสินใจส่ง ควรถามให้ชัดเจนว่า

“ราคาที่ได้รับรวมค่าใช้จ่ายปลายทางและภาษีแล้วหรือยัง?”

เพราะราคาค่าขนส่งต้นทางที่ดูถูก อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อผู้รับถูกเรียกเก็บ Import VAT, Duty, Clearance Fee หรือค่าใช้จ่ายปลายทางเพิ่มเติม

เจ้าของร้านออนไลน์ส่งของไปยุโรปควรดูอะไรเป็นพิเศษ?

สำหรับธุรกิจ e-commerce การส่งของไปยุโรปไม่ใช่เพียงเรื่องของ Freight แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Customer Experience ตั้งแต่การเห็นราคาบนเว็บไซต์จนถึงวันที่ลูกค้าได้รับสินค้า

ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าซื้อสินค้ามูลค่า 2,000 บาทและเข้าใจว่าชำระครบแล้ว แต่เมื่อสินค้าถึงประเทศปลายทางกลับถูกเรียกเก็บ VAT, Duty และค่าดำเนินการเพิ่ม ลูกค้าอาจปฏิเสธ Shipment หรือไม่กลับมาซื้อซ้ำ

ร้านค้า Cross-border จึงควรวางระบบตั้งแต่ต้นว่า

  • ราคาที่แสดงบนเว็บไซต์รวม VAT หรือไม่
  • Shipment เข้าเงื่อนไข IOSS หรือไม่
  • ใช้ Incoterm แบบใด
  • ใครเป็น Importer of Record
  • ใครเป็นผู้รับผิดชอบ Import VAT และ Customs Duty
  • หากลูกค้าคืนสินค้า จะจัดการ Reverse Logistics อย่างไร

ระบบ Logistics สำหรับร้านค้า Cross-border จึงควรถูกออกแบบพร้อมกับระบบขาย ไม่ใช่รอให้เกิด Order ก่อนแล้วจึงค่อยพิจารณาวิธีส่ง

ธุรกิจขนาดใหญ่ควรวาง Logistics จากไทยไปยุโรปอย่างไร?

สำหรับธุรกิจ B2B โรงงาน หรือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม การเลือกรูปแบบขนส่งควรเริ่มจาก Supply Chain Requirement มากกว่าการเปรียบเทียบ Freight Rate เพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น โรงงานอาจไม่จำเป็นต้องส่งสินค้า Air Freight ทั้ง Shipment แต่สามารถแบ่งการขนส่งเป็น

Critical Parts → Air Freight

Regular Replenishment → Sea Freight

รูปแบบนี้ช่วยลด Logistics Cost โดยยังรักษาความต่อเนื่องของ Production Line และลดความเสี่ยงจาก Stock-out

สำหรับธุรกิจที่มี Shipment ต่อเนื่อง บริษัทส่งของไปต่างประเทศที่เหมาะสมจึงไม่ควรทำหน้าที่เพียงจองระวาง แต่ควรสามารถช่วยประสานงานตั้งแต่

Pickup → Export Customs → International Freight → Import Clearance → Final Delivery

ทำไมควรใช้บริการ One-Stop Logistics สำหรับไทยไปยุโรป?

การขนส่งระหว่างประเทศหนึ่ง Shipment อาจเกี่ยวข้องกับผู้ส่ง สายการบิน สายเรือ Warehouse Customs Broker ตัวแทนปลายทาง Trucking และ Last-mile Delivery

หากแต่ละขั้นตอนถูกดูแลโดยผู้ให้บริการคนละราย ผู้ส่งอาจพบปัญหาเมื่อเกิด Delay เพราะไม่สามารถระบุได้ทันทีว่าสินค้าติดอยู่ในขั้นตอนไหน หรือใครเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไข

การใช้ผู้ให้บริการแบบ One-Stop Logistics ช่วยให้มีจุดประสานงานหลักสำหรับ Shipment ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และช่วยให้ผู้ส่งวางแผนต้นทุน เอกสาร และ Timeline ได้ง่ายขึ้น

SCIC Group ช่วยเรื่องส่งของไปยุโรปได้อย่างไร?

SCIC Group ให้บริการด้าน International Logistics สำหรับทั้งบุคคลทั่วไป SME ธุรกิจ e-commerce และผู้ประกอบการที่ต้องการจัดส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยเน้นการประสานงานแบบ One-Stop Solution for Global Services

บริการสามารถพิจารณาได้ตามลักษณะ Shipment ตั้งแต่ Parcel, Air Freight, Sea Freight, LCL, FCL ไปจนถึง Door-to-Door Delivery โดยเจ้าหน้าที่จะประเมินจากประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า น้ำหนัก ปริมาตร และเงื่อนไขของ Shipment

สำหรับผู้ที่ต้องการส่งสินค้าไปอังกฤษหรือยุโรป สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริการขนส่งจากไทยไปอังกฤษและยุโรป

สรุป: ส่งของไปยุโรปแบบไหนคุ้มที่สุด?

การส่งของไปยุโรปที่คุ้มที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นบริการที่มี Freight Rate ต่ำที่สุด แต่ควรเป็นวิธีที่ทำให้ Total Cost, Transit Time และความเสี่ยงของ Shipment เหมาะสมกับงานจริง

พัสดุขนาดเล็กและสินค้าเร่งด่วนอาจเหมาะกับ Express หรือ Air Freight ขณะที่ของหนัก สินค้าหลายพาเลท หรือ Shipment ปริมาณมากมีแนวโน้มเหมาะกับ Sea Freight มากกว่า

สำหรับ Shipment ที่เข้าสหภาพยุโรปในปี 2026 ผู้ส่งยังควรพิจารณา VAT, Customs Duty, HS Code, Import Requirements, IOSS และกฎ Low-value Imports ให้ครบก่อนสินค้าออกจากประเทศไทย

หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือก Air Freight, Sea Freight หรือ Door to Door สามารถแจ้งข้อมูลเบื้องต้น ได้แก่ ประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า จำนวนกล่อง น้ำหนัก ขนาดกล่อง และมูลค่าสินค้า ให้ SCIC Group ประเมินรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสมก่อนส่งจริง

วางแผน Shipment จากไทยไปยุโรปกับ SCIC Group เพื่อให้ต้นทุน ระยะเวลา เอกสาร และการจัดส่งปลายทางถูกพิจารณาอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้น

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่งของไปยุโรป

1. ส่งของไปยุโรปจากไทยใช้เวลากี่วัน?

ตอบ: ระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง รูปแบบการขนส่ง ประเภทสินค้า และขั้นตอนศุลกากร โดย Air Freight เหมาะกับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว ส่วน Sea Freight ใช้เวลานานกว่าแต่เหมาะกับของหนักหรือ Shipment ปริมาณมาก ควรตรวจสอบ Transit Time ของงานจริงก่อนจัดส่ง

2. ส่งของไปยุโรปราคาเท่าไหร่?

ตอบ: ไม่มีราคาตายตัว เพราะค่าส่งขึ้นอยู่กับประเทศและ Postal Code ปลายทาง น้ำหนัก ขนาดกล่อง ประเภทสินค้า วิธีขนส่ง และรูปแบบบริการ สำหรับ Air Freight และพัสดุอาจคิดจาก Actual Weight หรือ Volumetric Weight แล้วแต่ว่าค่าใดสูงกว่า

3. ส่งของไปยุโรปต้องเสียภาษีหรือไม่?

ตอบ: สินค้านำเข้าสู่ EU อาจมี Import VAT, Customs Duty และค่าใช้จ่ายศุลกากรตามประเภทสินค้า HS Code มูลค่า และประเทศปลายทาง โดยกฎเกี่ยวกับ Low-value Imports ของ EU มีการเปลี่ยนแปลงในปี 2026 จึงควรตรวจสอบภาษีและเงื่อนไขของ Shipment จริงก่อนจัดส่ง

4. ส่งของจากไทยไปยุโรปทางเรือหรือเครื่องบินดีกว่า?

ตอบ: Air Freight เหมาะกับสินค้าที่เร่งด่วน มีมูลค่าสูง หรือต้องรีบเติม Stock ส่วน Sea Freight เหมาะกับสินค้าน้ำหนักมาก ปริมาตรสูง หลายพาเลท หรือ Shipment ที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ หากธุรกิจส่งเป็นประจำสามารถใช้ทั้งสองรูปแบบร่วมกันได้

5. ต้องเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อขอราคาส่งของไปยุโรป?

ตอบ: ควรเตรียมประเทศและ Postal Code ปลายทาง รายละเอียดสินค้า จำนวนกล่องหรือพาเลท น้ำหนัก ขนาดกว้าง × ยาว × สูง มูลค่าสินค้า และระบุว่าต้องการ Air Freight, Sea Freight หรือ Door to Door หากสินค้าเป็นอาหาร ของเหลว แบตเตอรี่ หรือสารเคมีควรแจ้งตั้งแต่ต้นด้วย

SCIC ไม่ใช่แค่ขนส่ง แต่คือพาร์ทเนอร์ที่ช่วยคุณทำการตลาดในอินเดียและทั่วโลก

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า
Scroll to Top