ส่งของไปอินเดียแล้วโดนเรียกเอกสารเพิ่ม ต้องทำยังไง? คู่มือแก้ปัญหาศุลกากรฉบับมืออาชีพ

ส่งของไปอินเดียแล้วโดนเรียกเอกสารเพิ่ม ต้องทำยังไง

Key Takeaways: สรุปประเด็นสำคัญ

  • ประสานงานทันที: เมื่อสถานะสินค้าไม่ขยับ ให้รีบติดต่อบริษัทขนส่ง (Courier) เพื่อยืนยันรายการเอกสารที่ศุลกากรเรียกตรวจเพิ่ม
  • เน้นเอกสาร KYC: หัวใจสำคัญของการนำเข้าอินเดียคือการยืนยันตัวตนผู้รับ (Consignee) ผ่าน Aadhaar Card, PAN Card หรือรหัส IEC
  • ความแม่นยำของมูลค่า: ศุลกากรอินเดียเข้มงวดมาก การสำแดงมูลค่าใน Invoice ต้องตรงกับความเป็นจริงเพื่อป้องกันการถูกกักหรือปรับ
  • เวลาเป็นเรื่องสำคัญ: ต้องรีบนำส่งเอกสารภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีกลับสินค้าหรือการสั่งทำลาย
หากส่งของไปอินเดียแล้วถูกกักที่ศุลกากร ให้รีบติดต่อบริษัทขนส่งเพื่อตรวจสอบรายการเอกสารที่ขาดทันที โดยส่วนใหญ่ต้องให้ผู้รับปลายทาง (Consignee) ดำเนินการจัดทำ KYC (Know Your Customer) เช่น สำเนา Aadhaar Card หรือ PAN Card และจัดส่งให้เจ้าหน้าที่ผ่านบริษัทขนส่งโดยเร็วที่สุดเพื่อทำการประเมินภาษีและปล่อยสินค้า

เอกสารจำเป็นในการแก้ไขปัญหาศุลกากรอินเดีย

ประเภทผู้รับ เอกสารที่ต้องเตรียม (KYC) เอกสารเพิ่มเติม (ถ้ามี)
บุคคลธรรมดา Aadhaar Card (บัตรประชาชน), PAN Card (บัตรภาษี) หลักฐานการชำระเงิน, Invoice
นิติบุคคล / บริษัท IEC (Import Export Code), PAN Card ของบริษัท ใบอนุญาตนำเข้าเฉพาะทาง, Certificate of Origin
สินค้าจำกัดเฉพาะ เอกสารยืนยันตัวตนผู้รับตามกฎหมาย ใบรับรองมาตรฐานสินค้า, ใบอนุญาตพิเศษ

เจาะลึกกระบวนการและข้อควรระวังในการเคลียร์สินค้า

การส่งของไปอินเดียมีความท้าทายเฉพาะตัวสูงมาก โดยเฉพาะขั้นตอนการทำพิธีการศุลกากรที่เข้มงวดกว่าหลายประเทศ หากคุณทำธุรกิจ ขนส่งสินค้าไปอินเดีย การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าคือทางออกที่ดีที่สุดครับ

ขั้นตอนการดำเนินการเมื่อสถานะขนส่ง “Held by Customs”

  1. Monitor Tracking: หมั่นตรวจสอบสถานะสินค้า หากมีการเรียกพบหรือต้องการเอกสารเพิ่ม (Pending Documentation) อย่ารอช้า
  2. Contact Courier: ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของบริษัทขนส่ง (เช่น DHL, FedEx, หรือตัวแทนชิปปิ้ง) เพื่อรับ “Request List” ที่ชัดเจน
  3. Consignee Action: แจ้งผู้รับในอินเดียให้เตรียมเอกสารยืนยันตัวตน หรือ KYC Documents ให้พร้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในระบบศุลกากรอินเดีย
  4. Submit & Tax Payment: นำส่งเอกสารผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมลของบริษัทขนส่ง และดำเนินการชำระภาษีนำเข้าที่ถูกประเมินเพิ่มเติม (ถ้ามี)

ข้อควรระวังพิเศษเพื่อป้องกันสินค้าถูกตีกลับ

  • สำแดงมูลค่าให้ถูกต้อง: ห้าม Under-declare มูลค่าสินค้าต่ำเกินจริง เพราะเจ้าหน้าที่อินเดียมีฐานข้อมูลราคากลางที่แม่นยำ
  • รายละเอียด Invoice: ต้องระบุรายละเอียดสินค้าเป็นภาษาอังกฤษที่ชัดเจน ครบถ้วน รวมถึงระบุ HS Code ให้ถูกต้อง
  • การสื่อสารกับผู้รับ: ก่อนส่งของทุกครั้ง ควรตรวจสอบว่าผู้รับปลายทางมีเอกสาร KYC พร้อมสำหรับการนำเข้าหรือไม่

การส่งสินค้าไปยังประเทศอินเดียขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดของกฎระเบียบศุลกากร หลายครั้งที่ผู้ส่งออกไทยเจอปัญหา “ส่งของไปอินเดียแล้วโดนเรียกเอกสารเพิ่ม” จนทำให้สินค้าค้างอยู่ที่ด่านและเสี่ยงต่อการเสียค่าปรับหรือค่าเช่าคลัง (Demurrage) ปัญหานี้มักเกิดจากความซับซ้อนของระบบภาษีและนโยบายความมั่นคงภายในของอินเดีย

บทความนี้ SCIC Group จะมาคลายข้อสงสัยและให้แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่า หากสินค้าของคุณติดอยู่ที่ด่านอินเดียและถูกเรียกขอเอกสารเพิ่มเติม คุณจะต้องจัดการอย่างไร และเอกสารอะไรบ้างที่เป็น “ตัวแปรหลัก” ที่จะทำให้ของผ่านด่านได้อย่างราบรื่น

1. สาเหตุที่พบบ่อย: ทำไมส่งของไปอินเดียแล้วโดนเรียกเอกสารเพิ่ม?

ศุลกากรอินเดีย (Indian Customs) มีกระบวนการตรวจสอบที่ละเอียดมาก สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก:

การยืนยันตัวตนผู้รับ (KYC – Know Your Customer)

อินเดียมีกฎหมายที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับการยืนยันตัวตนของผู้รับของ หากผู้รับไม่ได้ทำ KYC ไว้กับระบบขนส่งล่วงหน้า หรือข้อมูลที่ให้ไว้ไม่ตรงกับเอกสารที่แนบไปกับสินค้า สินค้าจะถูกระงับทันที

ข้อมูลใน Invoice และ Packing List ไม่ชัดเจน

การระบุรายละเอียดสินค้าแบบกว้างๆ เช่น “Personal Effects” หรือ “Sample” โดยไม่มีรหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจน มักนำไปสู่การขอเอกสารยืนยันมูลค่าและประเภทสินค้าเพิ่มเติม

สินค้าต้องกำกัด (Restricted Goods)

สินค้าบางประเภท เช่น อาหาร, เครื่องสำอาง, อุปกรณ์สื่อสาร และเคมีภัณฑ์ ต้องการใบอนุญาตเฉพาะทางจากหน่วยงานรัฐของอินเดีย หากไม่มีแนบไปตั้งแต่ต้น การเรียกเอกสารเพิ่มจึงเป็นขั้นตอนที่เลี่ยงไม่ได้

2. ขั้นตอนการแก้ไข: เมื่อโดนเรียกเอกสารเพิ่มต้องทำยังไง?

หากคุณได้รับแจ้งจากบริษัทขนส่งหรือเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่าสินค้าติดขัด ให้ตั้งสติและดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้:

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบข้อความแจ้งเตือน (Query Memo)

เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะส่งเอกสารที่เรียกว่า “Query Memo” หรือข้อความแจ้งเตือนผ่านตัวแทนออกของ (Customs Broker) ให้คุณตรวจสอบว่าเขาต้องการ “อะไร” และ “ทำไม” เช่น ขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form FTA) หรือขอเอกสารยืนยันตัวตนผู้รับ

ขั้นตอนที่ 2: ประสานงานกับผู้รับสินค้า (Consignee) ทันที

ปัญหาในอินเดียส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการประสานงานฝั่งผู้รับ ให้ผู้รับเตรียมเอกสาร KYC เช่น Aadhaar Card, PAN Card หรือ IEC (Import Export Code) เพื่ออัปโหลดเข้าระบบของศุลกากรหรือบริษัทขนส่ง

ขั้นตอนที่ 3: จัดทำเอกสารเพิ่มเติมและแปลภาษา (ถ้าจำเป็น)

หากศุลกากรขอเอกสารทางเทคนิค (Technical Specification) หรือเอกสารยืนยันราคา (Payment Proof) ให้จัดทำเป็นภาษาอังกฤษที่ชัดเจน และประทับตราบริษัทให้เรียบร้อยเพื่อความน่าเชื่อถือ

3. เจาะลึกเอกสาร “KYC” หัวใจสำคัญของการส่งของไปอินเดีย

หากคุณถามว่า “ส่งของไปอินเดียแล้วโดนเรียกเอกสารเพิ่ม ต้องทำยังไง” คำตอบกว่า 70% คือการทำ KYC ให้ถูกต้อง

  • สำหรับบุคคลธรรมดา: ต้องใช้สำเนา Aadhaar Card, Passport หรือ Voter ID
  • สำหรับนิติบุคคล: ต้องใช้สำเนา GST Registration และ IEC (Import Export Code)

คำแนะนำจาก SCIC Group: ก่อนส่งของทุกครั้ง ควรแจ้งให้ผู้รับในอินเดียตรวจสอบว่าสถานะ KYC ของพวกเขาในระบบของบริษัทขนส่ง (เช่น DHL, FedEx หรือบริษัทชิปปิ้ง) อัปเดตเป็นปัจจุบันแล้วหรือยัง

4. เอกสารอื่นๆ ที่มักถูกเรียกขอเพิ่มเติมบ่อยที่สุด

นอกจาก KYC แล้ว ยังมีเอกสารเหล่านี้ที่คุณควรเตรียมพร้อมไว้:

  1. HS Code (Harmonized System Code): รหัส 8 หลักที่ระบุประเภทสินค้า หากระบุผิด อัตราภาษีจะเปลี่ยนทันทีและนำไปสู่การเรียกตรวจค้นสินค้า
  2. Certificate of Origin (CO): ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อใช้สิทธิพิเศษทางภาษีระหว่างไทย-อินเดีย (หากมี)
  3. BIS Certificate: สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด
  4. Non-DGR Declaration: สำหรับสินค้าที่เป็นของเหลว ผง หรือแบตเตอรี่ เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่สินค้าอันตราย

5. เทคนิคการเตรียมเอกสารเพื่อไม่ให้โดนกักของในอนาคต

การป้องกันดีกว่าการแก้ไข SCIC Group ขอแนะนำเทคนิคที่จะช่วยให้การส่งออกไปอินเดียของคุณผ่านฉลุย:

  • ระบุรายละเอียดสินค้าให้ละเอียด (Item Description): แทนที่จะเขียนว่า “Electronics” ให้เขียนว่า “Smartphone Model XXX for Personal Use” เป็นต้น
  • ราคาต้องสมเหตุสมผล: การสำแดงราคาต่ำเกินจริง (Under-Value) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ศุลกากรอินเดียกักของเพื่อตรวจสอบราคาตลาด
  • ใช้บริการชิปปิ้งมืออาชีพ: การมีตัวแทนออกของที่มีความเชี่ยวชาญเส้นทางอินเดียโดยเฉพาะ จะช่วยคัดกรองเอกสารก่อนส่งจริง ลดโอกาสเกิดปัญหาได้กว่า 90%

6. SCIC Group ช่วยคุณจัดการปัญหาการส่งของไปอินเดียได้อย่างไร?

ที่ SCIC Group เราเข้าใจดีว่ากฎระเบียบของอินเดียมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง เราจึงมีบริการที่ครอบคลุม:

  • บริการตรวจสอบเอกสารก่อนส่ง (Pre-document Check): เราช่วยตรวจดู Invoice และ Packing List ว่าครบถ้วนตามเกณฑ์อินเดียหรือไม่
  • ที่ปรึกษาด้านพิกัดศุลกากร: ช่วยเลือก HS Code ที่ถูกต้องเพื่อเสียภาษีอย่างเป็นธรรมและไม่โดนเรียกสอบ
  • เครือข่ายพันธมิตรในอินเดีย: เราประสานงานกับตัวแทนในอินเดียเพื่อช่วยติดตามสถานะสินค้าและเคลียร์ปัญหาเอกสารได้อย่างรวดเร็ว

7. Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับศุลกากรอินเดีย

1. หากผู้รับไม่ยอมให้เอกสาร KYC จะเกิดอะไรขึ้น?

คำตอบ: สินค้าจะไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้ และหลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง (มักจะ 15-30 วัน) สินค้าอาจถูกตีคืนกลับประเทศไทยหรือถูกทำลาย ซึ่งผู้ส่งต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

2. ของที่ส่งเป็นของขวัญ (Gift) ต้องเสียภาษีและใช้เอกสารไหม?

คำตอบ: อินเดียเข้มงวดกับ “ของขวัญ” มาก ปัจจุบันสินค้าเกือบทุกชนิดแม้จะระบุว่าเป็นของขวัญก็ต้องเสียภาษีนำเข้าและต้องระบุตัวตนผู้รับผ่าน KYC เช่นกันครับ

3. ระยะเวลาที่ศุลกากรเรียกเอกสารเพิ่ม ปกตินานแค่ไหน?

คำตอบ: หลังจากเรายื่นเอกสารเพิ่มเติมไปแล้ว โดยปกติจะใช้เวลาตรวจสอบ 3-5 วันทำการ หากเอกสารครบถ้วนสินค้าจะถูกปล่อยออกมาทันที

ส่งของไปอินเดียให้ราบรื่น เริ่มต้นที่ความเตรียมพร้อม

ปัญหา “ส่งของไปอินเดียแล้วโดนเรียกเอกสารเพิ่ม” จะไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป หากคุณมีการเตรียมการที่ดีตั้งแต่ต้น การเข้าใจระบบ KYC การเลือกพาร์ทเนอร์ขนส่งที่เชี่ยวชาญ และการทำเอกสารให้โปร่งใสคือหัวใจสำคัญ

หากคุณกำลังวางแผนส่งสินค้าไปอินเดีย หรือกำลังติดปัญหาเรื่องเอกสารติดขัดที่ด่าน SCIC Group พร้อมเป็นผู้ช่วยมืออาชีพในการดูแลทุกขั้นตอน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร้พรมแดน

ปรึกษาเรื่องการส่งของไปอินเดียและการเคลียร์เอกสารศุลกากรกับเราได้ที่ scic.group หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ของเราวันนี้!

กลยุทธ์การเลือก Incoterms และประกันภัย: ตัวแปรลับที่ส่งผลต่อค่าส่ง

สำหรับธุรกิจ B2B ที่ต้องการส่งออกสินค้าจากไทยไปอินเดีย การประเมิน ค่าส่งพัสดุไทยไปอินเดีย ให้แม่นยำที่สุด ไม่ได้จบแค่การชั่งน้ำหนักและวัดขนาดกล่อง แต่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าระหว่างประเทศ (Incoterms) อย่างรอบคอบ บ่อยครั้งที่ผู้ส่งออกมือใหม่เลือกเงื่อนไขผิดพลาด เช่น การตกลงขายแบบ DDP (Delivered Duty Paid) โดยไม่ได้เช็คฐานภาษีนำเข้าของอินเดีย (IGST) และค่าธรรมเนียมปลายทางให้ดี ส่งผลให้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงเกินจริงจนขาดทุน การให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง SCIC Group เข้ามาช่วยประเมิน จะช่วยให้คุณเลือก Incoterms ที่เหมาะสมที่สุด (เช่น CIF หรือ FOB) ซึ่งจะช่วยจำกัดความรับผิดชอบและควบคุมงบประมาณได้อย่างอยู่หมัด

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่หลายธุรกิจมักมองข้ามเพื่อลดต้นทุนคือ “ประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance)” แม้เครือข่ายโลจิสติกส์จะปลอดภัยเพียงใด แต่อุบัติเหตุระหว่างการขนส่งทางทะเลหรือสภาพอากาศที่แปรปรวนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ 100% การเพิ่มงบประมาณเพียงเล็กน้อยสำหรับค่าประกันภัย จะช่วยเป็นเกราะป้องกันมูลค่าสินค้าหลักแสนหรือหลักล้านของคุณได้อย่างคุ้มค่า

การบริหารต้นทุนที่ชาญฉลาดคือการมองเห็นค่าใช้จ่ายแบบองค์รวม หากคุณต้องการวางแผนและคำนวณต้นทุนแฝงเหล่านี้อย่างละเอียด พร้อมรับคำปรึกษาการส่งออกแบบ One-Stop Service สามารถเข้าไปเช็คข้อมูลเพิ่มเติมและทบทวนโครงสร้างราคาได้ที่หน้า วิธีคำนวณและอัปเดต ค่าส่งพัสดุไทยไปอินเดีย เพื่อให้ทุกชิปเม้นต์ของคุณปลอดภัยและรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ไว้ได้สูงสุด

ผ่าโครงสร้างต้นทุนแฝงปลายทาง: ตัวแปรที่ทำให้ ค่าส่งพัสดุไทยไปอินเดีย บานปลาย

สำหรับผู้ประกอบการ B2B และ SME ที่กำลังวางแผนเจาะตลาดเอเชียใต้ ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดมักไม่ใช่การหาลูกค้า แต่คือการประเมินและคำนวณ ค่าส่งพัสดุไทยไปอินเดีย ให้ครอบคลุมไปถึง “ต้นทุนแฝงฝั่งปลายทาง (Destination Charges)” หลายธุรกิจโฟกัสเพียงแค่ค่าระวางขนส่ง (Freight Cost) ฝั่งต้นทางที่ไทย แต่กลับต้องมาขาดทุนเพราะไม่ได้ประเมินค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อสินค้าเทียบท่าหรือลงจอดที่สนามบินในประเทศอินเดีย

ภาษีนำเข้า (Customs Duty & IGST): ระเบิดเวลาของนักส่งออก

ประเทศอินเดียขึ้นชื่อว่ามีระบบกำแพงภาษี (Tariff Barriers) ที่ซับซ้อนและเข้มงวดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ต้นทุนรวม (Landed Cost) ของคุณจะพุ่งสูงขึ้นทันทีหากละเลยการตรวจสอบพิกัดศุลกากร (HS Code) ให้ถูกต้อง สินค้านำเข้าเกือบทุกประเภทจะต้องเสียภาษีศุลกากรพื้นฐาน (Basic Customs Duty – BCD) และภาษีสินค้าและบริการแบบบูรณาการ (IGST) ซึ่งโดยมาตรฐานมักอยู่ที่ 18%

หากคุณสำแดงเอกสารผิดพลาด หรือจงใจทำใบแจ้งหนี้ต่ำกว่าจริง (Under-Value) เพื่อหวังลดภาษี สินค้าจะถูกกักเข้าสู่กระบวนการโต้แย้งราคา (Valuation Dispute) ทันที ซึ่งนอกจากจะต้องเสียค่าปรับย้อนหลังแล้ว ยังทำให้เกิดค่าเช่าโกดังท่าเรือ (Demurrage) ที่แสนแพง ทำให้ค่าขนส่งรวมของคุณบานปลายอย่างควบคุมไม่ได้

เทคนิค Smart Packaging: ลดพื้นที่ว่าง อุดรอยรั่วทางการเงิน

อีกหนึ่งวิธีอุดรอยรั่วทางการเงินที่ทำได้ทันทีคือการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ (Packaging) กล่องกระดาษที่ใหญ่เกินความจำเป็น หรือการใช้วัสดุกันกระแทกที่กินพื้นที่ จะทำให้คุณตกหลุมพรางและต้องจ่ายค่าส่งในเรท “น้ำหนักตามปริมาตร (Volumetric Weight)” การเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่แข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา หรือการใช้ถุงสุญญากาศสำหรับสินค้ากลุ่มแฟชั่น จะช่วยหั่น ค่าส่งพัสดุไทยไปอินเดีย ลงได้อย่างเห็นผลชัดเจนในทุกๆ ชิปเม้นต์

การบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ที่ยอดเยี่ยม คือการมองเห็นภาพรวมของ Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หากคุณต้องการเจาะลึกวิธีคำนวณต้นทุนทุกมิติแบบไม่มีหมกเม็ด ป้องกันค่าใช้จ่ายแฝง และรักษากำไรสุทธิขององค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน สามารถเข้าไปศึกษาแนวทางพร้อมอัปเดตโครงสร้างราคาล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรงที่ วิธีคำนวณและบริหาร ค่าส่งพัสดุไทยไปอินเดีย ฉบับสมบูรณ์ เพื่อให้ทุกการจัดส่งของบริษัทคุณคุ้มค่า โปร่งใส และปลอดภัยที่สุด

FAQ: รวมคำถามพบบ่อยเมื่อส่งของไปอินเดีย

คำตอบ: เป็นกฎระเบียบ KYC (Know Your Customer) ของรัฐบาลอินเดียเพื่อยืนยันตัวตนผู้รับสินค้า และป้องกันการลักลอบนำเข้าที่ผิดกฎหมายครับ

คำตอบ: IEC (Import Export Code) คือรหัสผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก สำหรับนิติบุคคลในอินเดียครับ หากส่งของในนามบริษัท เอกสารนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการเคลียร์ของ

 

คำตอบ: สินค้าจะถูกกักไว้ที่โกดังศุลกากร และหากเกินกำหนดระยะเวลา สินค้าอาจถูกตีกลับมายังต้นทาง (โดยผู้ส่งต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย) หรือถูกสั่งทำลายโดยศุลกากรครับ

 

คำตอบ: หากศุลกากรสงสัยว่าราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง เขาจะกักสินค้าเพื่อเรียกขอหลักฐานการชำระเงินจริง หรือประเมินภาษีใหม่ตามราคากลาง ซึ่งอาจทำให้ล่าช้าและเสียค่าปรับได้ครับ

 

คำตอบ: แนะนำให้ใช้บริการผ่านมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านการ ขนส่งสินค้าไปอินเดีย  ซึ่งจะช่วยตรวจสอบเอกสารและความถูกต้องก่อนส่งออกจริงครับ

SCIC ไม่ใช่แค่ขนส่ง แต่คือพาร์ทเนอร์ที่ช่วยคุณทำการตลาดในอินเดียและทั่วโลก

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า
Scroll to Top